รายงานการประชุมคณะกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี ครั้งที่ 1/2554

ข่าวเศรษฐกิจ Monday May 9, 2011 13:48 —มติคณะรัฐมนตรี

คณะรัฐมนตรีรับทราบรายงานการประชุมคณะกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี ครั้งที่ 1/2554เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2554 ตามที่คณะกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีเสนอ โดยมีสาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้

ประเด็น สรุปสาระสำคัญ 1. ผู้เข้าร่วมประชุม มีกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีทั้งสิ้น 28 ท่าน เข้าร่วมประชุมจำนวน 16 ท่าน 2. นโยบายการรับ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) นักเรียนในปี พ.ศ. 2554 ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน รายงานให้ที่ประชุมรับทราบแนว ทางการรับนักเรียนโดยสรุป ดังนี้ 1. ชั้นก่อนประถมศึกษาและชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ดำเนินการเสร็จสิ้นแล้วโดยรับเด็กทุก คนที่มาสมัครเรียนถ้าเกินจำนวนที่จะรับได้จะใช้วิธีจับฉลาก 2. ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 30,000 โรงเรียน โดยแบ่งออกเป็น 2.1 โรงเรียนทั่วไป มีนโยบายรับเด็กทุกคนที่มาสมัครเรียนถ้าเกินจำนวนที่จะรับ ได้จะใช้วิธีจับสลาก 2.2 โรงเรียนที่มีอัตราการแข่งขันสูง จำนวน 366 โรงเรียน ดำเนินการรับ นักเรียนโดยแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ ได้แก่ การรับนักเรียนในเขตพื้นที่บริการ โดยใช้ วิธีการสอบ คัดเลือก หรือจับสลาก หรือทั้งการสอบ คัดเลือกและจับสลากและการรับ นักเรียนทั่วไปใช้วิธีการรับนักเรียนโดยการสอบคัดเลือก 3. ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 แบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ 3.1 โรงเรียนที่มีทั้งชั้นมัธยมต้นและมัธยมปลาย โดยกำหนดว่า นักเรียนที่จบ มัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่มีศักยภาพเหมาะสมหรือสามารถเข้าเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 3.2 โรงเรียนที่รับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ประเภท 1 หรือโรงเรียนที่เปิด เฉพาะมัธยมปลายโดยมีสถิติการแข่งขัน 10,000 กว่าคนแต่รับไม่ถึง 1,000 กว่าคน สำนักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษา (สอศ.) ผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษา รายงานให้ที่ประชุมรับทราบแนวทางการ รับนักเรียนโดยสรุป ดังนี้ 1. ดำเนินการร่วมกับคณะกรรมการอาชีวศึกษาจังหวัดตามประกาศสำนักงาน คณะกรรมการอาชีวศึกษา เรื่องนโยบายและแนวปฏิบัติการรับนักเรียนนักศึกษา โดย กำหนดการรับสมัครนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ดังนี้ ครั้งที่ 1 การรับสมัครนักเรียนโควต้าพิเศษ ครั้งที่ 2 การรับสมัครและทดสอบความรู้และความถนัดทางวิชาชีพ รอบที่ 1 ครั้งที่ 3 การรับสมัคร ประกาศผล และมอบตัว รอบที่ 2 ในกรณีสถานศึกษา มีจำนวนนักเรียนไม่ครบตามเป้าหมายที่กำหนด 2. ดำเนินการรับนักเรียนด้วยกระบวนการรับนักเรียน นักศึกษา ที่สอดคล้องตาม พระราชบัญญัติการอาชีวศึกษาพ.ศ. 2553 มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ เป็นธรรม และเสมอภาค โดยคำนึงถึงการสร้างโอกาสด้านอาชีวศึกษาให้กับกลุ่ม ผู้ด้อยโอกาสและพิการ รวมทั้งกำหนดแนวทางรณรงค์ประชาสัมพันธ์ให้ได้นักเรียน นักศึกษาตามเป้าหมายทั้งปริมาณและคุณภาพ 3. คณะกรรมการอาชีวศึกษาจังหวัด ทำหน้าที่วางแผนและประสานการรับนักเรียน นักศึกษากับหน่วยงานในพื้นที่ที่มีบทบาท และมีส่วนร่วมในการจัดการอาชีวศึกษา ทั้งนี้ การกำหนดแผนการรับนักเรียน นักศึกษาให้คำนึงถึงผลกระทบต่อสถานศึกษา เอกชนหรือสถานศึกษาของหน่วยงานอื่น 4. การรับนักเรียน นักศึกษาโควต้าพิเศษให้สถานศึกษาพิจารณาจำนวนตามความ เหมาะสม และให้อยู่ในอำนาจของผู้บริหาร 5. ต้องคำนึงถึงความต้องการของผู้เรียน ศักยภาพของผู้เรียน โดยให้มีการทดสอบ ความรู้และความถนัดทางวิชาชีพ 6. ให้มีการแนะแนวการศึกษา และประชาสัมพันธ์ โดยวิธีการหลากหลาย แก่ นักเรียน นักศึกษา ผู้ปกครอง ชุมชน สื่อมวลชน และผู้ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดความ เข้าใจในเส้นทางการศึกษาและอาชีพ 3. การปฏิรูปการศึกษา สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ในทศวรรษที่ 2 ผู้แทนสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา รายงานที่ประชุมรับทราบโดยสรุป ดังนี้ (พ.ศ. 2552-2561) 1. การปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง มีประเด็นสำคัญที่ต้องปฏิรูป 4 ประการหลักคือ การพัฒนาคุณภาพครูไทยยุคใหม่ การพัฒนาครูยุคใหม่ การพัฒนาสถานศึกษาและแหล่งเรียนรู้ ใหม่ และการพัฒนาการบริหารจัดการใหม่ ทั้งนี้ มีกลไกหลักเพื่อการขับเคลื่อนการปฏิรูป การศึกษา ได้แก่ การจัดตั้งคณะกรรมการ 2 คณะ คือ 1.1 คณะกรรมการนโยบายการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง (กนป.) มีการ แต่งตั้งคณะอนุกรรมการ จำนวน 7 คณะ เพื่อการจัดทำข้อเสนอนโยบายและยุทธศาสตร์การ ขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง ด้านพัฒนาคุณภาพมาตรฐานการศึกษาและ เรียนรู้ การเพิ่มโอกาสทางการศึกษาและเรียนรู้ การส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการจัด การศึกษา คุรุศึกษาแห่งชาติ พัฒนาการศึกษาเพื่อสร้างความเป็นพลเมืองดี พัฒนา อาชีวศึกษาและจัดทำแผนงบประมาณเพื่อขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษา 1.2 คณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง (กปข.) มีการ แต่งตั้งคณะอนุกรรมการ จำนวน 7 คณะเพื่อ จัดทำข้อเสนอนโยบายและยุทธศาสตร์การ ขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง ด้านพัฒนาคุณภาพมาตรฐานการศึกษาและ เรียนรู้ การเพิ่มโอกาส / การจัดตั้งหน่วยงานและหรือปรับหน่วยงานเดิม / พัฒนาระบบ การเงิน การคลัง ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อการศึกษา รวมทั้งการ ปรับปรุง แก้ไข บังคับใช้กฎหมาย 2. กำหนดเป้าหมายยุทธศาสตร์และตัวบ่งชี้การปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง 2.1 คนไทยและการศึกษาไทยมีคุณภาพและและได้มาตรฐานระดับสากล 2.2 คนไทยใฝ่รู้ : สามารถเรียนรู้ด้วยตนเอง รักการอ่าน และแสวงหาความรู้ อย่างต่อเนื่อง 2.3 คนไทยใฝ่ดี : มีคุณธรรมพื้นฐาน มีจิตสำนึกและค่านิยมที่พึงประสงค์เห็นแก่ ประโยชน์ส่วนรวม มีจิตสาธารณะ มีวัฒนธรรมประชาธิปไตย 2.4 คนไทยคิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาได้ : มีทักษะในการคิดและปฏิบัติมี ความสามารถในการแก้ปัญหา มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ มีความสามารถในการแข่งขัน 3. การตั้งสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) และ หลักการร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และ คุณภาพเยาวชน พ.ศ. .... 4. ข้อเสนอยุทธศาสตร์และนโยบาย ของ คณะอนุกรรมการ กนป. 5 ด้าน ได้แก่ 4.1 ข้อเสนอยุทธศาสตร์และนโยบายการเพิ่มโอกาสทางการศึกษาและเรียนรู้ 4.2 ยุทธศาสตร์พัฒนาการศึกษาเพื่อสร้างความเป็นพลเมือง 4.3 ยุทธศาสตร์และมาตรฐานการปฏิรูประบบคุรุศึกษาของประเทศ 4.4 ข้อเสนอยุทธศาสตร์และนโยบายการขับเคลื่อนการพัฒนาคุณภาพการศึกษา 5. การบูรณาการข้อเสนอยุทธศาสตร์และนโยบายทั้ง 5 ด้าน และนโยบายอื่นๆ ที่ เกี่ยวข้อง เพื่อจัดทำเป็นนโยบายและยุทธศาสตร์หลักการในการขับเคลื่อนการปฏิรูป การศึกษา โดยแบ่งออกเป็น กรอบที่ 1 กระบวนการเรียนรู้ใหม่ 12 นโยบาย / กรอบที่ 2 ครูยุคใหม่/ครูพันธุ์ใหม่ และครูสาขาขาดแคลน (13 นโยบาย) / กรอบที่ 3 สถานศึกษาและแหล่งเรียนรู้ยุคใหม่ (9 นโยบาย) และกรอบที่ 4 การบริหารจัดการใหม่ 6. การดำเนินงานขับเคลื่อนของกระทรวงศึกษาธิการ ได้แก่ โครงการเรียนฟรี เรียน ดี 15 ปี อย่างมีคุณภาพ โครงการปรับปรุงการดื่มนมฟรี อาหารกลางวันฟรี ฯลฯ 7. การดำเนินงานของกระทรวงศึกษาธิการ ได้แก่ การนำร่องนโยบายและยุทธศาสตร์ การขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาสู่การปฏิบัติ จัดประชุมสมัชชาขับเคลื่อนการปฏิรูป การศึกษา สร้างความรู้ ความเข้าใจ ประชาสัมพันธ์ ศึกษาวิจัย และพัฒนาต้นแบบ (best practice) ที่ดี จัดอบรมพัฒนาบุคลากรแกนนำด้านกฎหมาย 4. การเพิ่มศักยภาพ สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) การแข่งขันของคนไทย ผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา รายงานที่ประชุมทราบว่า 1. ยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สองได้กำหนดกรอบ แนวทางดำเนินการไว้ 4 ด้าน คือ การพัฒนาคุณภาพคนไทยยุคใหม่ การพัฒนาคุณภาพครูยุค ใหม่ การพัฒนาคุณภาพสถานศึกษาและแหล่งเรียนรู้ยุคใหม่ และการพัฒนาคุณภาพการ บริหารจัดการใหม่ ทั้งนี้ เพื่อการพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาและเรียนรู้ของคนไทย ขยายโอกาสทางการศึกษาและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนของสังคมในการบริหาร และจัดการศึกษา มีเป้าหมายสำคัญ คือ คนไทยและการศึกษาไทยมีคุณภาพและได้มาตรฐาน ระดับสากล โดยใช้กลไกหรือเครื่องมือในการนำแนวนโยบายการพัฒนาคุณภาพฯ ไปสู่การ ปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม 2. ภายใต้โครงการจัดทำกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติเพื่อส่งเสริม และพัฒนาสถาบันอุดมศึกษา โดยมุ่งเน้นที่มาตรฐานผลการเรียนรู้ของบัณฑิต เพื่อให้บัณฑิตมี คุณภาพ สามารถคิดวิเคราะห์และแก้ไขปัญหา ซึ่งการกำหนดมาตรฐานมี 5 ด้าน ได้แก่ ด้านคุณธรรม จริยธรรม / ด้านความรู้ / ด้านทักษะทางเชาวน์ปัญญา/ ด้านทักษะ ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ และด้านทักษะการวิเคราะห์าเชิงตัวเลข การสื่อสารและการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ 3. การจัดทำมาตรฐานสาขา / สาขาวิชา เป็นโครงการที่คณาจารย์ในสาขา สถาบันอุดมศึกษาต่างๆ ผู้ใช้บัณฑิต ผู้แทนองค์กรวิชาชีพได้เข้ามาร่วมมือกันจัดทำมาตรฐาน สาขา เพื่อให้เกิดการปฏิรูปองค์ความรู้การพัฒนาหลักสูตรและการเรียนการสอน ส่งผลให้ บัณฑิตมีมาตรฐานผลการเรียนรู้เป็นที่พึงพอใจและเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย โดยอิงการ จำแนกสาขาวิชาตาม ISCED (Internation Standard -Classification Of Education) 4. การให้ความร่วมมือทางวิชาการแก่หน่วยงานอื่นๆ ในการส่งเสริมความรู้หรือเพิ่มทักษะ' เช่น การให้ความร่วมมือทางวิชาการแก่กรมพัฒนาฝีมือแรงงานในการสนับสนุนการใช้ เทคโนโลยีเพื่อการฝึกอบรมทางไกลผ่านระบบเครือข่ายสารสนเทศของคนไทยและตกลง ให้ใช้โปรแกรมการฝึกอบรมภาษาอังกฤษ 5. ยุทธศาสตร์และมาตรการด้านการผลิตและพัฒนากำลังคนที่สอดคล้องกับข้อเสนอการปฏิรูป การศึกษาในทศวรรษที่สอง (พ.ศ. 2552 — 2561) เป้าหมาย มีกรอบมาตรฐานคุณวุฒิ แห่งชาติ (NGF) มีการจัดตั้งสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ มีการพัฒนาระบบการจ้างงานและกำหนด เงินเดือนค่าตอบแทนตามสมรรถนะขยายการศึกษาที่บูรณาการกับการทำงานให้มากขึ้น โดยเพิ่มสัดส่วนผู้เรียนทวิภาคี/สหกิจศึกษา ร้อยละ 30สัดส่วนผู้เรียนอาชีวศึกษาเพิ่มขึ้น อาชีวศึกษา : สามัญ เป็น 60 : 40 มียุทธศาสตร์สำคัญ 9 ยุทธศาสตร์ ได้แก่ 1. ปฏิรูประบบการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับความต้องการ ของตลาดแรงงาน (demand -driven) และเอื้อต่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต / 2. พัฒนาคุณภาพกำลังคนทุกระดับ / 3. เร่งผลิตและพัฒนากำลังคนด้านอาชีวศึกษาให้มีปริมาณและคุณภาพสอดคล้องกับความ ต้องการ/4. ผลิตและพัฒนากำลังคนโดยเฉพาะนักวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพิ่มขึ้น / 5. ฝึกอบรมระยะสั้นเพื่อยกระดับความสามารถกำลังแรงงาน / 6. เสริมสร้างความ ยั่งยืนให้กับภาคการผลิตและบริหารที่เชื่อมโยงกับการพัฒนากำลังคน / 7. สร้างเสริม ความเข้มแข็งให้ครู คณาจารย์ และผู้บริหารสถาบันการศึกษา /8. พัฒนาระบบบริหาร จัดการให้มีประสิทธิภาพ /9. สร้างระบบความร่วมมือและเครือข่ายการผลิต และพัฒนากำลังคน 5.การป้องกันปริญญาเฟ้อ 1. กำหนดตัวชี้วัดเพื่อการประกันคุณภาพและการตรวจสอบจากหน่วยงานภายนอก และ นำผลที่ได้รับไปปรับปรุงและพัฒนาอย่างเป็นระบบและครบวงจร การจัดการ ศึกษาอย่างมี คุณภาพมีการดำเนินการตามขั้นตอนต่างๆ จากระดับนโยบายไปสู่ระดับการปฏิบัติใน สถาบันอุดมศึกษา มีการจัดทำมาตรฐานการอุดมศึกษา ประกอบด้วยมาตรฐาน 3 ด้าน ได้แก่ มาตรฐานด้านคุณภาพบัณฑิต ด้านการบริหารจัดการอุดมศึกษา และด้านการสร้างและพัฒนา สังคมฐานความรู้และสังคมแห่งการเรียนรู้ / มาตรฐานด้านศักยภาพและความพร้อมในการจัด การศึกษา / การจัดทำหลักเกณฑ์และแนวปฏิบัติ เพื่อให้สถาบันอุดมศึกษาใช้ดำเนินการด้าน มาตรฐานและคุณภาพชีวิต 2. การจัดตั้งคณะกรรมการอุดมศึกษา และคณะอนุกรรมการด้านติดตามและประเมินผล เพื่อดำเนินโครงการตรวจเยี่ยมการจัดการศึกษานอกสถานที่ตั้งและเผยแพร่ข้อมูลการตรวจ เยี่ยมต่อสาธารณะ ซึ่งเป็นการป้องปรามให้สถาบันอุดมศึกษาคำนึงถึงคุณภาพของการจัด การศึกษา 3. สำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา มีแนวโน้มที่จะกำหนดเกณฑ์พิจารณาการขอจัดตั้ง สถาบันอุดมศึกษา เพื่อให้การผลิตกำลังคนสอดคล้องกับความต้องการตามแผนพัฒนา เศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ 6.การแต่งตั้ง สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีได้มีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 9/2554 ลงวันที่14 ผู้ช่วยเลขานุการใน มกราคม 2554 เรื่องมอบหมายและอำนาจให้ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายข้าราชการประจำ คณะกรรมการ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายบริหาร ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายข้าราชการประจำด้าน ผู้ช่วยรัฐมนตรี ต่างๆ ผู้เชี่ยวชาญและผู้อำนวยการสำนักปฏิบัติราชการแทนเลขาธิการนายกรัฐมนตรี โดย มอบหมายให้รักษาการผู้เชี่ยวชาญด้านยุทธศาสตร์และระบบการบริหาร (นายนริสชัย ป้อม เสือ) ช่วยติดตามและขับเคลื่อนการดำเนินงานของคณะกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี 7. ข้อสังเกตและ 1. กรณี โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ซึ่งมีโควตารับนักเรียนที่ดีทุกจังหวัด 20% และมี ข้อเสนอแนะของ การกำหนดสัดส่วน ผู้แทนจาก สพฐ. ชี้แจงว่า เนื่องจากการให้โควตา 20% นั้นจะเป็น กรรมการผู้ช่วย การพิจารณาจากนักเรียนเรียนดีแต่ละจังหวัดทั่วประเทศ และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา รัฐมนตรี มัธยมศึกษาทั้ง 42 เขต โดยแต่ละเขตจะมีผู้คัดเลือกตามเกณฑ์และตามประกาศที่โรงเรียน กำหนด 2. กรณี โควต้านักเรียน 20% ที่จังหวัดคัดเลือก ผลการเรียนของนักเรียนโควตา กับ นักเรียนที่สอบคัดเลือกเข้ามามีความต่างกันอย่างไรนั้น ผู้แทนจาก สพฐ. ชี้แจงว่า นักเรียนที่สอบคัดเลือกจะไม่มีปัญหาและมีความประพฤติดี ส่วนเรื่องผลการเรียน สพฐ. จะขอนำข้อหารือดังกล่าวกลับไปตรวจสอบต่อไป 3. กรณี มาตรการป้องกันนักเรียนอาชีวศึกษาทะเลาะวิวาท ผู้แทนจาก สพฐ. ชี้แจงว่า สาเหตุของการทะเลาะวิวาทมาจากพฤติกรรมวัยรุ่นที่ต้องการแสดงออกเพื่อให้เกิดการยอมรับ ในบางเรื่อง ส่วนมาตรการป้องกัน ได้แก่ การแก้ปัญหาทางบวก ใข้กิจกรรมที่มีความสอดคล้องและเหมาะสม โดย สนับสนุนให้แสดงออกในทางที่ถูกต้องซึ่งในกระบวนการจะมีอาจารย์ที่ปรึกษาเป็นรายบุคคล เพื่อแยกในเชิงข้อมูลในแต่ละสถาบันการศึกษาว่ามีพฤติกรรมเสี่ยงในเรื่องความรุนแรง การแก้ปัญหาทางลบ ใช้วิธีการแก้ปัญหาด้านกิจกรรมพิเศษและการผสมผสาน เพื่อให้มีความกลมกลืน การถ่ายทอดความคิดและวัฒนธรรมในเรื่องความดีงามเพื่อให้ เกิดสำนึกที่ดี การจัดกิจกรรมอาสา การจัดให้มีองค์กรทางวิชาชีพแต่ละภาคอุตสาหกรรม และโครงการ Student Care Center โดยแต่ละวิทยาลัยให้คำปรึกษาและดูแลทาง จิตวิทยาในเรื่องความรู้สึกนึกคิดของนักศึกษาเป็นการเฉพาะ 4. กรณีโรงเรียนกวดวิชา การแก้ไขปัญหาต้องทำให้สถาบันอุดมศึกษาของไทยมีมาตรฐาน ที่ยอมรับได้ในสายวิชาชีพ โดยให้มีหลายแห่งและมีคุณภาพซึ่งเป็นภารกิจของ การปฏิรูป ทางการศึกษา กรณีการกวดวิชาบางคนเรียนเก่งแล้วเข้าไปเรียนและผู้ปกครองบังคับให้ เด็กกวดวิชาจึงควรมีการแก้ไขที่ค่านิยมการสอบ O-Net และA-Net เห็นควรมีการทำคลัง ข้อสอบจำนวนมากเพื่อใช้ในการสอบ 5. กรณี การจัดตั้งกองทุนเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการพัฒนาการศึกษา งบประมาณที่ได้รับ การสนับสนุนเพื่อทำการผลิตสื่อการเรียนการสอน การส่งสาระความรู้ทางไกล และความ ร่วมมือกับกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยผ่านทางเคเบิ้ลใยแก้วไปยังจุดต่างๆ กระทรวงศึกษาธิการควรเชื่อมโยงเครือข่ายตามจุดต่างๆ การพัฒนา คอมพิวเตอร์ ส่งให้ตามโรงเรียน การพัฒนาสื่อสาธารณะเพื่อให้ความสำคัญกับการศึกษามากขึ้น 6. กรณีการจัดตั้งคณะกรรมการเพื่อการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษา ได้มีการจัดทำ เป็นประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี และสิ้นสุดในปี 2561 เพื่อให้การดำเนินงานของ คณะกรรมการฯ ได้สานต่อไป 7. กรณี การส่งเสริมการอ่านเป็นวาระแห่งชาติ เพื่อสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ ตลอดชีวิต ปัจจุบันยังมีการส่งเสริมในเรื่องดังกล่าวเพราะเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูป การศึกษา

--ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (นายกรัฐมนตรี) วันที่ 3 พฤษภาคม 2554--จบ--


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ