ขอความเห็นชอบการเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการช่วยเหลือกู้ภัยทางทะเล ค.ศ. 1989

ข่าวการเมือง 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562 17:56 น. —มติคณะรัฐมนตรี

คณะรัฐมนตรีอนุมัติการเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการช่วยเหลือกู้ภัยทางทะเล ค.ศ. 1989 โดยขอตั้งข้อสงวนตามข้อ 30 (เอ) ในเรื่องขอบเขตการใช้บังคับให้อนุสัญญา ฯ ไม่ใช้บังคับบริเวณน่านน้ำภายในของประเทศไทย ทั้งนี้ เพื่อให้เป็นไปตามมาตรา 5 (1) ของพระราชบัญญัติว่าด้วยการช่วยเหลือกู้ภัยทางทะเล พ.ศ. 2550 และมอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) ดำเนินการยื่นตราสาร การภาคยานุวัติ (Instrument of Accession) อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการช่วยเหลือกู้ภัยทางทะเล ค.ศ. 1989 ต่อเลขาธิการองค์การทางทะเลระหว่างประเทศ ตามข้อ 28 ของอนุสัญญาฯ ต่อไป หลังจากที่รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีแล้ว ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ

[คาดว่าจะมีการยื่นตราสารภาคยานุวัติเพื่อเข้าร่วมเป็นภาคีอนุสัญญา ฯ ในช่วงการประชุมสมัชชาสมัยสามัญ ครั้งที่ 31 ขององค์การทางทะเลระหว่างประเทศ (International Maritime Organization : IMO) ระหว่างวันที่ 25 พฤศจิกายน – 5 ธันวาคม 2562 ซึ่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม (นายอธิรัฐ รัตนเศรษฐ) จะทำหน้าที่หัวหน้าคณะผู้แทนไทยเข้าร่วมการประชุมดังกล่าว]

อนุสัญญา ฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้เกิดการช่วยเหลือกู้ภัยโดยกำหนดหน้าที่ให้แก่ผู้ช่วยเหลือกู้ภัย เจ้าของเรือ และนายเรือ และกำหนดมาตรการจูงใจเป็นเงินตอบแทนให้แก่ผู้ช่วยเหลือกู้ภัย เพื่อมุ่งหวังให้การปฏิบัติการช่วยเหลือกู้ภัยเกิดประสิทธิภาพสูงสุด อันจะนำไปสู่ความสามารถในการลดความสูญเสียที่จะเกิดแก่ชีวิต ตลอดจนบรรเทาความเสียหายที่จะเกิดแก่สิ่งแวดล้อมได้ ในส่วนของการดำเนินการเพื่อให้เป็นไปตามบทบัญญัติของอนุสัญญาฯ ประเทศไทยได้ตราพระราชบัญญัติว่าด้วยการช่วยเหลือกู้ภัยทางทะเล พ.ศ. 2550 เพื่อวางหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการช่วยเหลือกู้ภัยทางทะเล การปฏิบัติหน้าที่ในการช่วยเหลือกู้ภัยและสิทธิในการได้รับเงินตอบแทนของ ผู้ช่วยเหลือกู้ภัยทางทะเล เพื่อให้สอดคล้องตามหลักการของอนุสัญญาฯ โดยพระราชบัญญัติดังกล่าวได้ประกาศใน ราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2550 แล้ว

ประโยชน์ที่ไทยจะได้รับจากการเข้าเป็นภาคีอนุสัญญา ฯ คือ การก่อให้เกิดความมั่นใจแก่ผู้ช่วยเหลือกู้ภัยทางทะเลและจูงใจให้เกิดการช่วยเหลือกู้ภัยทางทะเล ลดความเสียหายที่จะเกิดแก่เรือ ทรัพย์สิน บุคคลบนเรือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อม อันจะเป็นการช่วยลดความสูญเสียที่อาจจะเกิดขึ้นแก่ระบบเศรษฐกิจ และยกระดับความน่าเชื่อถือต่อกฎหมายพาณิชนาวีของไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ การเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาฯ จะเป็นการเสริมสร้างบทบาทของประเทศไทยในเวทีนานาชาติ ซึ่งจะมีส่วนช่วยสนับสนุนในการหาเสียงเลือกตั้งคณะมนตรีขององค์การทางทะเลระหว่างประเทศ (IMO) อีกสมัยหนึ่งในช่วงการประชุมสมัชชาของ IMO เดือนพฤศจิกายน 2562 และจากการที่ประเทศไทยมีพระราชบัญญัติว่าด้วยการช่วยเหลือกู้ภัยทางทะเล พ.ศ. 2550 ใช้บังคับอยู่และสอดคล้องกับข้อผูกพันตามอนุสัญญาฯ แล้ว จึงสามารถดำเนินการเข้าเป็นภาคีอนุสัญญา ฯ โดยไม่ต้องออกกฎหมายเพื่อรองรับการเป็นภาคีของอนุสัญญาดังกล่าว อย่างไรก็ดี ประเทศไทยจะขอตั้งข้อสงวนตามข้อ 30 (เอ) ในเรื่องขอบเขตการใช้บังคับให้อนุสัญญา ฯ ไม่ใช้บังคับบริเวณน่านน้ำภายในของประเทศไทย (จะใช้บังคับตั้งแต่ทะเลอาณาเขตในระยะ 12 ไมล์ทะเลออกไปจากเส้นฐานเท่านั้น) เพื่อให้เป็นไปตามมาตรา 5 (1) ของพระราชบัญญัติว่าด้วยการช่วยเหลือกู้ภัยทางทะเล พ.ศ. 2550 ซึ่งสามารถกระทำได้ในขณะที่ยื่นภาคยานุวัติสาร

ที่มา: ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา (นายกรัฐมนตรี) วันที่ 19 พฤศจิกายน 2562


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ