สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า ผลการศึกษาของรัฐบาลญี่ปุ่นที่เปิดเผยวันนี้ (2 ก.ค.) ระบุว่า มีชาวญี่ปุ่นอายุ 15-64 ปี ประมาณ 350,000 คนที่คาดว่าเคยใช้โคเคน ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดนับตั้งแต่เริ่มใช้วิธีวิจัยแบบปัจจุบันในปี 2550
จากการสำรวจทั่วประเทศของกระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการ เมื่อปี 2568 พบว่าผู้ตอบแบบสอบถาม 0.4% ยอมรับว่าเคยใช้โคเคน ซึ่งสอดคล้องกับสถิติการกวาดล้างคดีโคเคนของตำรวจที่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ในปีเดียวกัน
ยาเสพติดผิดกฎหมายที่นิยมใช้มากที่สุดคือ กัญชา โดยมีสัดส่วน 1.6% หรือคิดเป็นจำนวนผู้ใช้ประมาณ 1,410,000 คน
ทากูยะ ชิมาเนะ หัวหน้าคณะวิจัยจากศูนย์ประสาทวิทยาและจิตเวชแห่งชาติ กล่าวว่า เมื่อก่อนยาประเภทสารกระตุ้นจะได้รับความนิยมมากที่สุด แต่ปัจจุบันแนวโน้มเปลี่ยนมาเป็นกัญชาและโคเคน เช่นเดียวกับในยุโรปและสหรัฐอเมริกา พร้อมย้ำว่าจำเป็นต้องมีมาตรการป้องกันการกลับไปใช้ยาเสพติดซ้ำอย่างจริงจัง
คณะวิจัยของกระทรวงสาธารณสุขได้ส่งแบบสอบถามไปยังประชาชน 5,000 คนที่สุ่มเลือกจากทะเบียนราษฎร์ในช่วงเดือนต.ค.-ธ.ค. 2568 โดยมีผู้ตอบแบบสอบถามที่สมบูรณ์ 3,156 คน ทั้งนี้ ตัวเลขผู้ใช้ยาจริงอาจสูงกว่านี้เนื่องจากเป็นการให้ข้อมูลด้วยตนเอง
ข้อมูลระบุว่า ผู้ชาย 0.5% และผู้หญิง 0.3% ยอมรับว่าเคยใช้โคเคนอย่างน้อยหนึ่งครั้ง คิดเป็นจำนวนประมาณ 210,000 คน และ 140,000 คนตามลำดับ ส่วนกลุ่มอายุ 40-49 ปี เป็นกลุ่มที่เคยใช้โคเคนมากที่สุดที่ 0.7% หรือประมาณ 130,000 คน
สำนักงานตำรวจแห่งชาติระบุว่า ในปี 2568 มีผู้ถูกดำเนินคดีที่เกี่ยวข้องกับโคเคน 804 คน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 218 คน โดยเชื่อว่าหลายรายเข้าถึงยาเสพติดผ่านโซเชียลมีเดีย
ขณะที่กลุ่มคนในวัย 20-29 ปี เป็นกลุ่มที่ถูกชักชวนให้ใช้ยามากที่สุดที่ 1.2% หรือประมาณ 140,000 คน โดยผู้ชายมักถูกเสนอให้ใช้กัญชาและสารกระตุ้น ส่วนผู้หญิงมักถูกเข้าหาเพื่อชักชวนให้ใช้โคเคนมากกว่า
สำหรับเฟนทานิล ซึ่งเป็นยาโอปิออยด์ที่ก่อให้เกิดวิกฤตในสหรัฐฯ พบว่ามีผู้ตอบแบบสอบถามเพียง 2 รายที่ยอมรับว่านำยาที่แพทย์สั่งมาใช้ในทางที่ผิด ซึ่งชิมาเนะอธิบายว่า ในญี่ปุ่นมีการใช้เฟนทานิลเพื่อการรักษาในบางกรณี แต่มีการควบคุมการกระจายยาอย่างเข้มงวด
ทั้งนี้ ญี่ปุ่นจัดทำแบบสำรวจการใช้ยาเสพติดทุก 2 ปีมาตั้งแต่ปี 2538 และได้ปรับปรุงวิธีการวิเคราะห์ข้อมูลใหม่ในปี 2550
โดย พสิษฐ์ อุ่นเมตตาจิต/กัลยาณี ชีวะพานิช