GCAP GOLD ประเมินทิศทางราคาทองคำยังเผชิญแรงกดดัน จากการแข็งค่าของดอลลาร์สหรัฐฯ โดยตลาดยังให้น้ำหนักที่เฟดจะดำเนินนโยบายการเงินแบบเข้มงวดต่อเนื่องแล้ว ยังเริ่มจับตาความเป็นไปได้ที่เฟดอาจเดินหน้าลดสภาพคล่องในระบบการเงินควบคู่กับการคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูง ซึ่งอาจเป็นปัจจัยกดดันราคาทองคำมากกว่าที่ตลาดประเมินไว้ในปัจจุบัน
น.ส.อารีรัตน์ มุราชัย หัวหน้านักวิเคราะห์ บริษัท จีแคป จำกัด (GCAP GOLD) เปิดเผยว่า ราคาทองคำยังคงเผชิญแรงกดดันจากการแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ และแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินแบบเข้มงวดของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ขณะที่ฝ่ายวิเคราะห์มองว่า ประเด็นที่ตลาดยังให้น้ำหนักไม่เต็มที่คือ แนวทางการดำเนินนโยบายของ Kevin Warsh ซึ่งมีแนวโน้มให้ความสำคัญกับการลดสภาพคล่องในระบบการเงินควบคู่กับการใช้นโยบายอัตราดอกเบี้ย เพื่อสนับสนุนเสถียรภาพของค่าเงินดอลลาร์และควบคุมแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ
สำหรับการลดสภาพคล่อง หมายถึงการดึงเม็ดเงินบางส่วนออกจากระบบการเงิน ส่งผลให้ภาวะการเงินตึงตัวขึ้น ต้นทุนทางการเงินอยู่ในระดับสูง หากเฟดเดินหน้าลดสภาพคล่องควบคู่กับการคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูง จะยิ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อยู่ในระดับสูง ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อทองคำในฐานะสินทรัพย์ที่ไม่มีผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย ขณะเดียวกัน นักลงทุนอาจทยอยเพิ่มสัดส่วนการถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และเงินสดมากขึ้น ส่งผลให้แรงซื้อทองคำในระยะสั้นยังมีแนวโน้มชะลอตัว
อย่างไรก็ตาม แม้ภาพระยะสั้นยังถูกกดดัน แต่หากพิจารณาปัจจัยพื้นฐานระยะยาว ทองคำยังคงได้รับแรงสนับสนุนจากการเข้าซื้อสะสมของธนาคารกลางทั่วโลก การกระจายความเสี่ยงออกจากเงินดอลลาร์ รวมถึงความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยจำกัด Downside ของราคาทองคำในระยะยาว ดังนั้นจึงมองว่าการอ่อนตัวในระยะนี้ควรติดตามการสร้างฐานราคาและสัญญาณการกลับเข้าซื้อของนักลงทุนสถาบันอย่างใกล้ชิด
ปัจจัยที่ต้องติดตามมากที่สุดในระยะนี้ คือ ทิศทางของค่าเงินดอลลาร์ สภาพคล่องในระบบการเงิน และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ หากดอลลาร์ยังแข็งค่าและ Bond Yield ทรงตัวในระดับสูง ราคาทองคำมีแนวโน้มถูกกดดันต่อเนื่อง แต่หากเริ่มเห็นสัญญาณการผ่อนคลายนโยบายการเงิน หรือค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงอย่างมีนัยสำคัญ ก็อาจเป็นปัจจัยที่ช่วยให้ราคาทองคำกลับมาฟื้นตัวได้ นักลงทุนจึงควรติดตามตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญและถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่เฟดอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินทิศทางสภาพคล่องและแนวโน้มตลาดในระยะต่อไป น.ส.อารีรัตน์ กล่าว
ฝ่ายวิเคราะห์ยังคงมองว่า ราคาทองคำอยู่ในแนวโน้มขาลง แม้ระยะสั้นอาจเห็นแรงรีบาวด์ทางเทคนิค เนื่องจากราคาเริ่มเข้าสู่เขต Oversold จึงแนะนำให้นักลงทุน รอจังหวะแบ่งขายทำกำไรหรือทยอยลดสถานะ หากราคาดีดตัวขึ้นเข้าใกล้แนวต้านบริเวณ 4,150-4,220 ดอลลาร์ (ราคาทองคำไทยประมาณ 65,000-65,800 บาท) เพราะหากยังไม่สามารถผ่านโซนดังกล่าวได้ การฟื้นตัวครั้งนี้ยังมีแนวโน้มเป็นเพียงการรีบาวด์ระยะสั้น และมีโอกาสกลับมาเผชิญแรงขายอีกครั้ง
ส่วนผู้ที่ต้องการลงทุนฝั่งซื้อ แนะนำรอทยอยสะสมเมื่อราคาปรับตัวลงใกล้แนวรับ 3,925-3,870 ดอลลาร์ (ราคาทองคำไทยประมาณ 62,100-61,800 บาท) ซึ่งเป็นโซนที่มีความน่าสนใจสำหรับการเข้าลงทุนมากกว่าการไล่ซื้อระหว่างที่ราคากำลังรีบาวด์
โดย ปภัสสร องค์พิเชฐเมธา/รัชดา คงขุนเทียน