นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการพิจารณาแก้ไขปัญหาที่เกิดจากการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน เปิดเผยภายหลังการประชุมที่มีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานว่า ที่ประชุมมีมติปรับปรุงแนวทางการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนจากภาคเอกชน เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้บริโภคและสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงตามนโยบายของรัฐบาล
คณะกรรมการฯพบว่าปัญหาหลักคือ สัญญารับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนขนาดเล็กและขนาดเล็กมาก (SPP/VSPP) ระหว่างภาครัฐกับเอกชนในอดีต ทั้งพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar) และพลังงานลม (Wind) มีลักษณะเป็นสัญญาชั่วนิรันดร์ที่มีการต่ออายุโดยอัตโนมัติเมื่อสิ้นสุดสัญญาแต่ละระยะ
นอกจากนี้ ราคารับซื้อเดิมยังอ้างอิงจากราคาขายส่งบวกด้วยค่าไฟฟ้าผันแปร (FT) ซึ่งสูงถึงกว่า 3 บาทต่อหน่วย ทั้งที่โรงไฟฟ้าประเภทนี้ไม่มีต้นทุนด้านเชื้อเพลิงที่แท้จริง เพราะเป็นการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน คือ ลมและแสงแดด คณะกรรมการจึงจะพิจารณาปรับราคารับซื้อใหม่ให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีปัจจุบันที่ถูกลง อ้างอิงจากโครงการโซลาร์ชุมชนที่ 2.16 บาทต่อหน่วย ซึ่งจะใช้กับโซลาร์ฟาร์มก่อน เพราะมีราคาอ้างอิงชัดเจน ส่วนพลังงานลมจะกำหนดราคารับซื้อใหม่อีกครั้ง
ทั้งนี้ นายดนุชา กล่าวว่า การดำเนินการกับสัญญาในลักษณะนี้ คณะกรรมการได้ข้อสรุปที่จะดำเนินการโดยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่
1.กลุ่มโรงไฟฟ้าที่ครบอายุสัญญา 25 ปีแล้ว ปัจจุบันมีอยู่ 515 สัญญา รวมกำลังการผลิตราว 2,400 เมกะวัตต์ กลุ่มนี้เดิมได้รับการต่อสัญญาอัตโนมัติครั้งละ 3-5 ปี มติใหม่คือ จะไม่มีการต่อสัญญาอัตโนมัติอีกต่อไป โดยจะให้ต่อได้อีกเพียง 1 รอบตามระยะเวลาในสัญญาเดิม เช่น 3 หรือ 5 ปี และต้องใช้ราคารับซื้อ 2.16 บาทต่อหน่วยเท่านั้น หากครบกำหนดแล้วจะถือว่าสิ้นสุดสัญญาทันที
2.กลุ่มที่ได้รับเงินอุดหนุน (Adder) มาครบ 10 ปี แต่ยังไม่ครบอายุสัญญา 25 ปีมีจำนวน 46 สัญญา กำลังการผลิตขายไฟเชิงพาณิชย์ (COD) แล้วประมาณ 1,478 เมกะวัตต์ กลุ่มนี้ถือว่าคุ้มทุนค่าก่อสร้างแล้วในช่วงที่ได้รับค่า Adder ดังนั้นช่วงเวลาที่เหลือของสัญญาจะถูกปรับลดราคารับซื้อลงมาอยู่ที่ 2.16 บาทต่อหน่วยเช่นกัน
ส่วนกลุ่มที่ยังไม่จ่ายไฟฟ้าเข้าระบบ (Non-COD) ที่มีอยู่ประมาณ 4 สัญญา มีกำลังการผลิตรวม 67 เมกะวัตต์ โดยกลุ่มนี้หากล่วงเลยกำหนด COD มาแล้ว 2 ปีไม่มีความคืบหน้า จะพิจารณายกเลิกสัญญาเป็นรายกรณี
นายดนุชา กล่าวว่า ค่าไฟจะลดลงได้เท่าไหร่นั้น ขณะนี้ยังไม่มีตัวเลขชัดเจน แต่การปรับค่า FT ให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงจะมีประโยชน์ต่อค่าไฟโดยรวมของประชาชน เพราะการปรับโครงสร้างราคาใหม่นี้จะปลดส่วนที่เป็น FT ออกไปจะสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงซึ่งเทคโนโลยีราคาถูกลงมากแล้ว
โดยสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) และคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) กำลังอยู่ระหว่างการคำนวณตัวเลขว่าผลจากการปรับปรุงสัญญาจะลดค่าไฟลงได้เท่าใด ซึ่งการลดลงของค่าไฟฐานอาจจะยังไม่เกิดขึ้นในงวดนี้ทันที เนื่องจากต้องรอให้มีการทยอยแก้ไขสัญญาระหว่างการไฟฟ้าและเอกชนให้ครบถ้วนก่อน
นายดนุชา กล่าวว่า ขั้นตอนการดำเนินการ คณะกรรมการฯ จะเสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานเพื่อกำหนดเป็นนโยบายอย่างเป็นทางการ ก่อนจะแก้ไขและยกเลิกมติ กพช.ที่เคยมีการอนุมัติมีสัญญาแบบต่ออายุอัตโนมัติจากนั้นจะให้ 3 การไฟฟ้าดำเนินการแก้ไขสัญญากับเอกชนต่อไป โดยนายปกรณ์ ประธานคณะกรรมการ ย้ำในที่ประชุมว่า ภาครัฐต้องยึดประโยชน์ของประชาชนและความเป็นธรรมเป็นที่ตั้ง และไม่ต้องกังวลเรื่องการถูกฟ้องร้องจากเอกชนเนื่องจากเป็นการทำหน้าที่เพื่อประโยชน์สาธารณะ
รองนายกฯปกรณ์ในฐานะประธานที่ประชุมบอกว่า เรามีหน้าที่ในการแก้ปัญหาความไม่เป็นธรรมที่มันเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นก็ต้องทำให้มันเป็นธรรมก่อน ให้ประชาชนได้ประโยชน์มากที่สุด เพราะฉะนั้นไม่ต้องไปกังวลเรื่องการถูกฟ้องร้องจากเอกชน เพราะเราทำเพื่อให้เกิดประโยชน์กับประชาชนโดยรวม นายดนุชา กล่าว
ในส่วนของโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ (IPP) เนื่องจากสัญญามีความซับซ้อนและทำขึ้นคนละช่วงเวลา คณะกรรมการมีมติให้ตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาเพื่อพิจารณาปรับปรุงค่า AP และค่าพลังงานไฟฟ้า (EP) โดยเฉพาะ เพื่อลดผลกระทบที่มีต่อค่าไฟฟ้าฐาน แต่ขณะนี้จะเดินหน้าแก้ไขสัญญาโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนที่สัญญาไม่เป็นธรรมก่อน
ส่วนการแก้ไขสัญญากับภาคเอกชนจะกระทบความเชื่อมั่นในการลงทุนหรือไม่ โดยเฉพาะในช่วงที่รัฐบาลกำลังดึงดูดการลงทุน เช่นดาต้าเซ็นเตอร์ที่ต้องใช้ไฟฟ้าเป็นจำนวนมาก นายดนุชา กล่าวว่า เรื่องที่รัฐบาลทำจะไม่กระทบเชื่อมั่นนักลงทุน เนื่องจากรัฐบาลมีแนวทางรองรับชัดเจน ทั้งการปรับปรุงสถานีไฟฟ้า (Sub-station) และการส่งเสริม Direct PPA เพื่อให้ผู้ประกอบการซื้อไฟฟ้าโดยตรงจากผู้ผลิตได้ ซึ่งจะไม่กระทบต่อแผนการลงทุนในภาพรวม
โดย ฐานิสร์ ทองนอก