AWC ทุ่มกว่า 2 พันลบ.ยกระดับเอเชียทีคฯผุดเคเบิ้ลคาร์ข้ามแม่น้ำเชื่อมโยงศูนย์ศิลปะอิมเมอร์ซีฟระดับโลก MONA BANGKOK สร้างแม็กเน็ตท่องเที่ยวกรุงเทพฯ

ข่าวเศรษฐกิจ Monday July 13, 2026 10:01 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์

นางวัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.แอสเสท เวิรด์ คอร์ป [AWC] กล่าวว่า บริษัทประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญ ในการพัฒนาโครงการแลนด์มาร์กแห่งใหม่ ณ เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น เพื่อร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวยั่งยืนระดับโลก ผ่านการพัฒนาสองโครงการสำคัญ ได้แก่ เคเบิ้ลคาร์รักษ์โลก ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา กรุงเทพมหานคร และ MONA Bangkok พิพิธภัณฑ์ศิลปะอิมเมอร์ซีฟรูปแบบใหม่ระดับโลก ภายใต้ความร่วมมือกับ MONA (Museum of Old and New Art) จากประเทศออสเตรเลีย หนึ่งในพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยที่ทรงอิทธิพลที่สุดของโลก และได้รับการยอมรับในระดับสากล

ทั้งสองโครงการสะท้อนความมุ่งมั่นของ AWC ในการเดินหน้าสร้างเดสติเนชั่นที่ร่วมยกระดับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย พร้อมสร้างคุณค่าระยะยาวให้แก่ชุมชน เศรษฐกิจ และประเทศอย่างยั่งยืน

ภายใต้พันธกิจ สร้างสรรค์อนาคตที่ดีกว่า (Building Better Future) AWC ได้เดินหน้าพัฒนาโครงการเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น สู่การเป็น World-Class Sustainable Tourism and Lifestyle Destination โดยมี โครงการเคเบิ้ลคาร์รักษ์โลกข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา กรุงเทพมหานคร สู่ MONA Bangkok เป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนา เป็น Worlds First Sustainable Cross-River Themed Cable Car ที่พัฒนาภายใต้แนวคิดการเดินทางอย่างยั่งยืน

อีกทั้งจะยังเป็นเคเบิ้ลคาร์แห่งแรกที่ได้การรับรองมาตรฐานระดับโลก ด้วยมูลค่าการลงทุนกว่า 2 พันล้านบาท ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีมาตรฐานสูงสุดประหยัดพลังงาน และได้รับการออกแบบโดยไม่มีเสารับกลางแม่น้ำเจ้าพระยา เชื่อมโยงเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น เข้ากับโครงการมิกซ์ยูส (Mixed-Use) แห่งใหม่ของ AWC บนถนนเจริญนครอย่างไร้รอยต่อ ด้วยระบบการเดินทางอย่างยั่งยืน (Sustainable Mobility Solution)

เคเบิ้ลคาร์ ข้ามแม่น้ำนี้ได้รับการออกแบบให้เป็นศิลปะเคลื่อนไหว (Kinetic Art) เปลี่ยนการเดินทางข้ามแม่น้ำให้กลายเป็นประสบการณ์ Immersive Journey เปี่ยมด้วยศิลปะ แสง สี เสียง เทคโนโลยี ธรรมชาติ และสถาปัตยกรรม เชื่อมต่อโดยตรงเข้าสู่พิพิธภัณฑ์ MONA Bangkok ที่จะได้รับการพัฒนาขึ้นด้วยความร่วมมือระหว่าง AWC และ MONA ผู้ก่อตั้ง Museum of Old and New Art ณ เมืองโฮบาร์ต รัฐแทสเมเนีย ประเทศออสเตรเลีย โดย MONA ถือเป็นหนึ่งในพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยที่ทรงอิทธิพลที่สุดของโลก และได้รับการยอมรับในระดับสากล สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเยี่ยมชมจากทั่วทุกมุมโลกได้ในแต่ละปี

MONA (Museum of Old and New Art) เป็นพิพิธภัณฑ์ส่วนตัว (Private Museum) ที่ใหญ่ที่สุดของประเทศออสเตรเลีย ก่อตั้งโดย David Walsh เพื่อเป็นสถานที่จัดแสดงคอลเลกชันศิลปะอันทรงคุณค่า ทั้งศิลปะโบราณ ศิลปะสมัยใหม่ และศิลปะร่วมสมัย ซึ่งเปิดให้บริการตั้งแต่ปี 54 ณ ย่านชานเมืองทางตอนเหนือของเมืองโฮบาร์ต รัฐแทสเมเนีย

โดย MONA ไม่ได้เป็นเพียงแค่พิพิธภัณฑ์ทั่วไป แต่เปรียบเสมือนพื้นที่นำเสนอประสบการณ์การชมพิพิธภัณฑ์ผ่านการผสานศิลปะ เทคโนโลยี สถาปัตยกรรม และการออกแบบประสบการณ์เข้าด้วยกัน พร้อมนำเทคโนโลยีพิเศษ The O มาใช้ในการนำชมแทนการติดป้ายอธิบายผลงานบนผนังแบบดั้งเดิม เพื่อให้ผู้เข้าชมสามารถดื่มด่ำและค้นหาความหมายของชิ้นงานศิลปะแต่ละชิ้นได้อย่างเป็นส่วนตัว และสนุกสนานไปกับการสำรวจในแบบฉบับของตัวเองอย่างแท้จริง

MONA ยังเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในฐานะผู้สร้างสรรค์ DarkLab ที่มุ่งพัฒนาและนำเสนอโปรเจกต์ทางวัฒนธรรมอันหลากหลายมิติทั้งด้านศิลปะ ดนตรี เทศกาล งานบริการ และการพัฒนาย่านสร้างสรรค์ และอีเวนต์สาธารณะขนาดใหญ่ ครอบคลุมตั้งแต่การสร้างสรรค์เทศกาล Dark Mofo การบริหารจัดการและสร้างสรรค์โปรแกรมการแสดง ณ โรงละคร Odeon Theatre ไปจนถึงการพัฒนา In The Hanging Garden ศูนย์รวมศิลปวัฒนธรรมและไลฟ์สไตล์กลางเมืองโฮบาร์ตที่เปิดต้อนรับผู้คนตลอดทั้งปี

MONA Bangkok จะนำจิตวิญญาณแห่งความคิดสร้างสรรค์และความเชี่ยวชาญด้านศิลปะและวัฒนธรรมที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติของ MONA มาสู่บริบททางวัฒนธรรมของไทย ณ โครงการริมแม่น้ำเจ้าพระยาแห่งนี้ โดยไม่ได้มุ่งถ่ายทอดหรือจำลองพิพิธภัณฑ์จากเมืองโฮบาร์ตมายังกรุงเทพฯ หากสร้างสรรค์ MONA Bangkok ขึ้นเพื่อสะท้อนคุณค่าศิลปะวัฒนธรรมของประเทศไทยและกรุงเทพฯ โดยเฉพาะ ผ่านการแลกเปลี่ยนและการมีส่วนร่วมกับศิลปิน เรื่องราว ผู้ชม วัฒนธรรม และอัตลักษณ์ของไทย ภายใต้แนวคิดการเป็นแพลตฟอร์มแห่งการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม

MONA Bangkok จะเปิดโอกาสให้ศิลปินไทยและศิลปินจากทั่วโลกได้สร้างสรรค์และนำเสนอผลงานสู่เวทีนานาชาติ พร้อมมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนและต่อยอดศิลปะ ณ กรุงเทพฯ ให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับ MONA ในรัฐแทสเมเนีย เป้าหมาย คือ การสร้างจุดหมายปลายทางทางวัฒนธรรมที่สะท้อนเอกลักษณ์ของพื้นที่และบริบททางวัฒนธรรมของตนเองอย่างแท้จริง

AWC เรามุ่งมั่นภายใต้พันธกิจ Building Better Future ด้วยรูปแบบการพัฒนาเดสติเนชั่นที่สร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนให้แก่การท่องเที่ยว ชุมชน และประเทศ โดยโครงการสำคัญนี้จะนับเป็นอีกหนึ่งการขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ ที่ส่งมอบคุณค่าที่มีความหมายและความยั่งยืนในระยะยาว ผ่านการสร้างประสบการณ์ระดับโลกที่ผสานนวัตกรรม ความคิดสร้างสรรค์ และความยั่งยืนไว้ด้วยกัน นางวัลลภา กล่าว


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ