ตลาดหุ้นลอนดอนปิดลบในวันพุธ (15 ก.ค.) โดยหุ้นที่เกี่ยวข้องกับสินค้าโภคภัณฑ์นำตลาดปรับตัวลง หลังราคาโลหะและน้ำมันลดลง ขณะที่ความตึงเครียดที่ทวีความรุนแรงในตะวันออกกลางยังคงบั่นทอนความต้องการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง
- ดัชนี FTSE 100 [FTSE100.X] ปิดที่ 10,515.92 จุด ลดลง 13.47 จุด หรือ -0.13%
ดัชนี FTSE 100 ปิดลบหลังปรับตัวขึ้นติดต่อกัน 3 วัน โดยหุ้นกลุ่มเหมืองแร่โลหะมีค่าร่วงลง 2.7% หลังราคาทองคำและโลหะเงินเผชิญแรงกดดัน
หุ้นกลุ่มเหมืองแร่โลหะอุตสาหกรรมร่วงลง 2.1% โดยหุ้น Anglo American ร่วง 3.4% และหุ้น Glencore ซึ่งเป็นหุ้นขนาดใหญ่ในกลุ่ม ร่วง 2.4%
หุ้นกลุ่มพลังงานลดลง 0.9% ตามทิศทางราคาน้ำมันดิบที่ร่วงลงราว 1%
บรรยากาศการลงทุนยังคงเปราะบาง หลังสหรัฐฯ เปิดปฏิบัติการโจมตีระลอกใหม่ต่อระบบป้องกันชายฝั่งและฐานยิงขีปนาวุธของอิหร่าน ภายหลังกลับมาใช้มาตรการปิดล้อมทางทะเลต่อท่าเรือของอิหร่านอีกครั้ง ขณะเดียวกัน อิหร่านขู่ว่าจะปิดกั้นการส่งออกพลังงานเพิ่มขึ้นในภูมิภาค
ด้านเงินปอนด์อังกฤษพุ่งขึ้น 0.8% จากการคาดการณ์ว่า แอนดี เบิร์นแฮม ซึ่งมีแนวโน้มได้รับเลือกเป็นหัวหน้าพรรคแรงงานคนใหม่ในวันศุกร์นี้ (17 ก.ค.) จะเลือกแต่งตั้งรัฐมนตรีคลังที่มีจุดยืนด้านการคลังแบบอนุรักษ์นิยม
องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ระบุว่า สหราชอาณาจักรจำเป็นต้องรักษาวินัยทางการคลัง รับมือกับภาระค่าใช้จ่ายด้านบำนาญที่เพิ่มขึ้น และแก้ไขปัญหาราคาพลังงานที่อยู่ในระดับสูง เพื่อสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ
หุ้นกลุ่มผู้สร้างบ้านพุ่งขึ้น 3.9% โดยหุ้น Barratt Redrow พุ่ง 4.3% หลังบริษัทประกาศว่าจะคืนเงิน 400 ล้านปอนด์ (536 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ให้แก่ผู้ถือหุ้นผ่านโครงการซื้อหุ้นคืน แทนการจ่ายเงินปันผล
ดัชนีหุ้นกลุ่มสินค้าส่วนบุคคลเพิ่มขึ้น 2.8% โดยได้รับแรงหนุนจากหุ้น Watches of Switzerland Group ที่พุ่งขึ้น 3.8% หลังบริษัทหลักทรัพย์หลายแห่งปรับเพิ่มราคาเป้าหมายของหุ้น
ส่วนหุ้น B&M ร่วงลง 5.4% หลังผู้ค้าปลีกสินค้าราคาประหยัดรายนี้รายงานยอดขายสาขาเดิมในตลาดสหราชอาณาจักรซึ่งเป็นตลาดหลัก ลดลง 2.3% ในไตรมาสแรก
โดย กัลยาณี ชีวะพานิช