บมจ.อรสิริน โฮลดิ้ง [ORN]กางแผนครึ่งปีหลัง2569โตเด่นกว่าครึ่งปีแรก ตุนBacklog 4,261ล้านบาท ลุยโอนกรรมสิทธิ์โครงการHABITAT MAHIDOL, ARISE VIBE PHUKET, ARISE HILLหนุนรับรู้รายได้ต่อเนื่อง เดินหน้าเปิดโครงการใหม่ พัฒนาที่อยู่อาศัยตอบโจทย์กลุ่มเรียลดีมานด์ ตอกย้ำผู้นำอสังหาฯ EDGE Championรายแรกภาคเหนือ ขยายฐานลูกค้าไทยและต่างชาติ เร่งต่อยอดธุรกิจสร้างรายได้ประจำ คอมมูนิตี้มอลล์ โรงเรียนนานาชาติ ธุรกิจทรัพย์มือสอง มั่นใจรายได้โตตามเป้า20%
นายปรีดิกร บูรณุปกรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ORNเปิดเผยว่า แนวโน้มธุรกิจช่วงครึ่งปีหลังคาดว่าจะเติบโตโดดเด่นกว่าครึ่งปีแรก จากการทยอยโอนกรรมสิทธิ์หลายโครงการ ได้แก่ โครงการHABITAT MAHIDOL, ARISE VIBE PHUKET, ARISE HILLซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้าชาวไทยและต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าจากเมียนมา จีน และชาวรัสเซีย ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพในการซื้อสูง และวางเงินดาวน์สัดส่วน30-50% สะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่มีต่อแบรนด์อรสิริน
อีกทั้ง บริษัทเตรียมเปิดตัวโครงการใหม่จำนวน4โครงการ มูลค่ารวม3,158 ล้านบาท ประกอบด้วย คอนโดมิเนียม3โครงการ ได้แก่ เดอะ เน็กซ์ เจ็ดยอด4, THE ASTRA SAMUIและARISE BUSINESS PARKและโครงการแนวราบ1โครงการ ได้แก่ บีลีฟ วงแหวนสันกำแพง2ซึ่งจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการสร้างยอดขายและรายได้ในอนาคต
ผลการดำเนินงานช่วง6เดือนแรกปีนี้ คาดว่าจะเป็นไปตามเป้าหมาย โดยบริษัทมียอดขายสุทธิ (Net Presale)จำนวน2,207ล้านบาท และมียอดขายรอรับรู้รายได้ (Backlog)กว่า4,261ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการแนวราบ32%และโครงการแนวสูง68%ซึ่งจะทยอยรับรู้เป็นรายได้ตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของปีนี้เป็นต้นไป มั่นใจว่าผลการดำเนินงานช่วงที่เหลือของปีจะเติบโตได้ตามแผนที่วางไว้ นายปรีดิกร กล่าว
นายอรรคเดช อุดมศิริธำรง รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ORNกล่าวว่า ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์พื้นที่ภาคเหนือและเมืองท่องเที่ยวสำคัญ เช่น เชียงใหม่ ภูเก็ต และสมุย ยังมีความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยอย่างต่อเนื่อง จากการทยอยฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว การเข้ามาของประชากรแฝง นักลงทุนต่างชาติ กลุ่มผู้พำนักระยะยาว (Long Stay)และครอบครัวผู้ปกครองของโรงเรียนนานาชาติ ซึ่งนับเป็นฐานลูกค้าสำคัญของบริษัทขณะที่ เชียงใหม่ยังได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในเมืองที่น่าอยู่และดีที่สุดของโลก ยิ่งช่วยเสริมศักยภาพด้านการอยู่อาศัยและการลงทุน ส่งผลดีต่อความต้องการที่อยู่อาศัยในระยะยาว
บริษัทวางกลยุทธ์พัฒนาโครงการให้สอดคล้องกับศักยภาพของแต่ละทำเล โดยให้ความสำคัญด้านการออกแบบ ฟังก์ชันการอยู่อาศัย และมาตรฐานการก่อสร้างระดับสากล พร้อมตอกย้ำความเป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายแรกของภาคเหนือที่ได้รับมาตรฐานEDGE Championสะท้อนแนวคิดการพัฒนาอาคารประหยัดพลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการใช้สินเชื่อสีเขียว (Green Loan)เพื่อบริหารต้นทุนทางการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับการเพิ่มสัดส่วนรายได้ประจำ (Recurring Income)สร้างความมั่นคงของผลประกอบการระยะยาว ปัจจุบันธุรกิจคอมมูนิตี้มอลล์THE BACKYARDมีพื้นที่ให้เช่ารวม3,026ตารางเมตร มีผู้เช่าแล้วประมาณ81%และเริ่มรับรู้รายได้ตั้งแต่ไตรมาส1/69พร้อมทั้งศึกษาการขยายโครงการคอมมูนิตี้มอลล์ในทำเลที่มีศักยภาพเพิ่มเติม
ด้านธุรกิจบริหารทรัพย์มือสอง บริษัทเตรียมจัดหาทรัพย์คุณภาพเพิ่มอีกประมาณ10ยูนิต แบ่งเป็นบ้าน30%และคอนโดมิเนียม70%มูลค่ารวมประมาณ20ล้านบาท เพื่อรีโนเวทและจำหน่ายต่อ รองรับความต้องการของตลาดที่เพิ่มขึ้น
ขณะที่ โรงเรียนนานาชาติMill Hill International School Thailandเตรียมเปิดภาคการศึกษาใหม่ ปัจจุบันมีจำนวนนักเรียนเพิ่มขึ้นเป็น176คน จากเดิมในปีการศึกษาแรกที่81คน แบ่งเป็นนักเรียนไทย40%และต่างชาติ60%ได้แก่ จีน เกาหลี เมียนมา และยุโรป คาดเริ่มรับรู้รายได้เพิ่มขึ้นตั้งแต่ปลายไตรมาส3/69เป็นต้นไป และมีศักยภาพสร้างรายได้กว่า100ล้านบาทต่อปี