นายวุธว์ ธนิตติราภรณ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า (CIMB Thai) กล่าวว่า ผลการดำเนินงานของกลุ่มธนาคารงวด 6 เดือนสิ้นสุดวันที่ 30 มิ.ย. 69 มีกำไรสุทธิ 1,488.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 475.9 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 47% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันปี 68
กำไรจากการดำเนินงานอยู่ที่ 1,265.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 579.6 ล้านบาท หรือ 84.5% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันปี 68 สาเหตุหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของรายได้จากการดำเนินงาน 9.8% การลดลงของค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงาน 0.9% และการลดลงของผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น 30.4%
รายได้จากการดำเนินงานงวด 6 เดือนแรกของปี 69 มีจำนวน 5,176.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 461.7 ล้านบาท หรือ 9.8% เมื่อเปรียบเทียบกับงวดเดียวกันปี 68 เนื่องจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้น 270.9 ล้านบาท หรือ 11.6% สาเหตุมาจากการลดลงของค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยมากกว่ารายได้ดอกเบี้ย รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิเพิ่มขึ้น 15.4 ล้านบาท หรือ 2.4% เกิดจากการเพิ่มขึ้นของรายได้ค่าธรรมเนียมจากการชำระค่าสินค้าและบริการ และรายได้ค่าธรรมเนียมการจัดจำหน่าย รายได้จากการดำเนินงานอื่นเพิ่มขึ้น 175.4 ล้านบาท หรือ 10.1% สาเหตุหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของกำไรสุทธิจากเครื่องมือทางการเงินที่วัดมูลค่าด้วยมูลค่ายุติธรรมผ่านกำไรหรือขาดทุน สุทธิกับการลดลงของกำไรจากการขายเงินลงทุน
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 5 พ.ค. 69 กลุ่มธนาคารได้ลงนามในสัญญาซื้อขายทรัพย์สิน (Asset Purchase Agreement) เพื่อขายพอร์ตลูกหนี้สินเชื่อที่กำหนด เนื่องจากธุรกรรมดังกล่าวเข้าเงื่อนไขตามมาตรฐานการรายงานทางการเงิน ฉบับที่ 5 เรื่องสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนที่ถือไว้เพื่อขายและการดำเนินงานที่ยกเลิก (TFRS 5) กลุ่มธนาคารจึงได้จัดประเภทสินทรัพย์ที่ยังไม่ได้จำหน่ายภายใต้สัญญาดังกล่าวเป็น กลุ่มสินทรัพย์ที่ถือไว้เพื่อขาย (Disposal Group Held for Sale) และจัดประเภทผลการดำเนินงานของธุรกิจที่เกี่ยวข้องเป็น การดำเนินงานที่ยกเลิก ในงบกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จ สำหรับงวดหกเดือนสิ้นสุดวันที่ 30 มิ.ย. 69
ธนาคารยังคงวิเคราะห์อัตราส่วนสำคัญโดยรวมสินทรัพย์ หนี้สิน รายได้ และค่าใช้จ่ายของกลุ่มสินทรัพย์ที่ถือไว้เพื่อขายตามลักษณะทางเศรษฐกิจของรายการจนกว่าการขายจะแล้วเสร็จ
สำหรับค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานสำหรับงวด 6 เดือนปี 69 เปรียบเทียบกับงวดเดียวกันปี 68 ลดลงจำนวน 27.8 ล้านบาทหรือลดลง 0.9% เนื่องจากการลดลงของค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับพนักงานและค่าภาษีอากร สุทธิกับการเพิ่มขึ้นของขาดทุนจากการด้อยค่าของทรัพย์สินรอการขาย อัตราส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานต่อรายได้จากการดำเนินงานสำหรับงวดหกเดือนสิ้นสุดวันที่ 30 มิ.ย. 69 อยู่ที่ 53.9% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปี 2568 อยู่ที่ 52.1%
อัตราส่วนรายได้ดอกเบี้ยสุทธิต่อสินทรัพย์เฉลี่ย (Net Interest Margin NIM) สำหรับงวด 6 เดือนปี 69 อยู่ที่ 2% เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันปี 68 อยู่ที่ 1.9% เนื่องจากต้นทุนทางการเงินที่ลดลงช่วยชดเชยผลตอบแทนจากสินทรัพย์ที่ลดลง
วันที่ 30 มิ.ย. 69 เงินให้สินเชื่อสุทธิจากรายได้รอตัดบัญชี (รวมเงินให้สินเชื่อซึ่งค้ำประกันโดยธนาคารอื่นและเงินให้สินเชื่อแก่สถาบันการเงิน) ของกลุ่มธนาคารอยู่ที่ 242.2 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.1% เมื่อเทียบกับเงินให้สินเชื่อ ณ วันที่ 31 ธ.ค. 68 กลุ่มธนาคารมีเงินฝาก (รวมตั๋วแลกเงิน หุ้นกู้ และผลิตภัณฑ์ทางการเงินบางประเภท) จำนวน 309.2 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.6% จากสิ้นปี 68 ซึ่งมีจำนวน 301.5 พันล้านบาท อัตราส่วนสินเชื่อต่อเงินฝาก (the Modified Loan to Deposit Ratio) ของกลุ่มธนาคารเพิ่มขึ้นเป็น 78.3% จาก 77.2% ณ วันที่ 31 ธ.ค. 68
สินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPLs) อยู่ที่ 5 พันล้านบาท อัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพ ต่อเงินให้สินเชื่อทั้งสิ้นอยู่ที่ 2.1% ลดลงเมื่อเทียบกับ ณ วันที่ 31 ธ.ค. 68 อยู่ที่ 2.2% เป็นผลจากการที่กลุ่มธนาคารมีนโยบายการจัดการความเสี่ยงด้านการให้สินเชื่อที่รัดกุม มาตรการบริหารจัดการความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงการปรับปรุงแนวทางในการเรียกเก็บหนี้จากสินเชื่อด้อยคุณภาพที่มีอยู่ และการแก้ปัญหาสินเชื่อด้อยคุณภาพอย่างต่อเนื่อง
อัตราส่วนค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพ ณ วันที่ 30 มิ.ย. 69 อยู่ที่ 179.3% เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 68 ซึ่งอยู่ที่ 171.5% ค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นของกลุ่มธนาคาร อยู่ที่จำนวน 8.9 พันล้านบาท ซึ่งเป็นเงินสำรองส่วนเกินตามเกณฑ์ธนาคารแห่งประเทศไทยจำนวน 1.5 พันล้านบาท
เงินกองทุนรวมของกลุ่มธนาคาร ณ สิ้นวันที่ 30 มิ.ย. 69 มีจำนวน 59.4 พันล้านบาท คิดเป็นอัตราส่วนเงินกองทุนรวมต่อสินทรัพย์เสี่ยงที่ 19.7% โดยเป็นอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่ 15.4%