ความเคลื่อนไหวของราคาหุ้น บมจ.จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล [JAS] ในช่วงที่ผ่านมา ถือเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจของการลงทุนแบบ ซื้อความคาดหวัง ขายความจริง (Buy the Rumor, Sell the Fact) ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่เรามักเห็นหุ้นหลายตัวเป็นแบบนี้ อยู่บ่อยครั้งในตลาดหุ้นไทย
ก่อนที่ JAS จะประกาศคว้าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2026 และ 2030 อย่างเป็นทางการ เริ่มมีข่าวลือออกมาเป็นระยะว่าบริษัทกำลังเจรจากับ FIFA เพื่อให้ได้สิทธิดังกล่าว แม้ในเวลานั้นยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการ แต่เพียงแค่ความเป็นไปได้ก็เพียงพอที่จะทำให้นักลงทุนจำนวนมากเริ่มเข้ามาเก็งกำไร
เพราะหากดีลสำเร็จ JAS จะกลายเป็นเจ้าของคอนเทนต์กีฬาที่มีมูลค่าสูงที่สุดรายการหนึ่งของไทย และสามารถต่อยอดธุรกิจ Monomax รวมถึงธุรกิจ Sports & Entertainment ได้อีกมากมาย
นักลงทุนส่วนใหญ่ มักเห็นเหตุการณ์ที่เกิดกับหุ้นหลายๆ ตัว ช่วงก่อนหน้าที่ข่าวลือเริ่มแพร่กระจาย ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นก่อนที่ข้อเท็จจริงจะถูกประกาศเสียอีก เนื่องจากตลาดหุ้นไม่ได้ซื้อขายสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน แต่กำลังเล่นล่วงหน้า หรือ อนาคต ที่นักลงทุนคาดหวังว่าจะเกิดขึ้น
ในวันที่ 11 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา เมื่อบริษัทประกาศอย่างเป็นทางการว่าคว้าลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลกทั้งปี 2026 และ 2030 มูลค่าราว 70 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 2.3 พันล้านบาท วันถัดมาตลาดหลักทรัพย์ฯ ขึ้นเครื่องหมาย H ชั่วคราวเพื่อให้บริษัทชี้แจงข้อมูลสำคัญ ก่อนกลับมาซื้อขายตามปกติในวันถัดไป
ในมุมของนักลงทุนทั่วไป หลายคนอาจคิดว่า เมื่อได้ลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลกแล้ว ราคาหุ้นน่าจะขึ้นต่ออีก
แต่ในความเป็นจริง ช่วงเวลาที่ได้ลิขสิทธิ์มามีความกระชั้นชิดมาก และมีการพูดถึงการทำลายสถิติโลกในการซื้อลิขสิทธิ์ก่อนบอลโลกเริ่มแข่งขันเพียง 28 ชั่วโมงในเพจวิเคราะห์บอลเพจหนึ่ง ทำให้เกิดคำถามใหม่ เปลี่ยนจากเดิมที่จะถามว่า จะได้ลิขสิทธิ์หรือไม่?กลายเป็น ได้มาแล้ว จะทำกำไรได้หรือไม่?
นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญของการประเมินมูลค่าหุ้น เพราะเมื่อข่าวดีถูกประกาศออกมา ความไม่แน่นอนที่เคยสร้างความหวังก็หายไป นักลงทุนจึงเริ่มหันมาประเมินตัวเลขจริงแทน ไม่ว่าจะเป็นจำนวนเม็ดเงินที่ใช้ประมูล จำนวนสมาชิกใหม่ของ Monomax รายได้จากโฆษณา รายได้จากค่าสมาชิก ต้นทุนค่าลิขสิทธิ์ รวมถึงผลตอบแทนจากเงินลงทุนกว่า 2,300 ล้านบาท
กล่าวอีกนัยหนึ่ง ตลาดเปลี่ยนจากการ ซื้อความฝัน มาเป็นการ ตรวจการบ้าน ทันทีที่ทราบข่าวการได้สิทธิ FIFA World Cup ดังกล่าว
ช่วงระหว่างการแข่งขันฟุตบอลโลกจึงเป็นช่วงที่บริษัทต้องพิสูจน์ให้เห็นว่าการลงทุนครั้งใหญ่สามารถสร้างมูลค่าได้จริง หากยอดสมาชิกเติบโตสูงกว่าคาด รายได้โฆษณาแข็งแกร่ง และเกิดการต่อยอดธุรกิจในระยะยาว ราคาหุ้นก็อาจได้รับแรงสนับสนุนต่อเนื่อง
แต่หากผลลัพธ์ออกมาต่ำกว่าที่ตลาดคาดไว้ แม้ว่าฟุตบอลโลกจะประสบความสำเร็จด้านกระแสความนิยม ราคาหุ้นก็อาจไม่ได้ตอบสนองในเชิงบวก เพราะตลาดได้สะท้อนข่าวดีไปล่วงหน้าแล้ว
และเมื่อฟุตบอลโลกเดินทางมาถึงนัดชิงชนะเลิศ สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าผลการแข่งขันในสนาม คือคำถามที่นักลงทุนจะเริ่มถามหลังเสียงนกหวีดสุดท้าย สงบลง ว่า
หลังจากฟุตบอลโลกจบแล้ว ธุรกิจจะเติบโตต่ออย่างไร
เนื่องจากฟุตบอลโลกเป็นอีเวนต์ที่เกิดขึ้นเพียงหนึ่งครั้งในรอบ 4 ปี รายได้จากการแข่งขันมีจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดชัดเจน ตลาดจึงมักหันไปประเมินรายได้ที่เกิดขึ้นหลังจบทัวร์นาเมนต์มากกว่า
ตัวอย่างคำถามที่นักลงทุนจะเริ่มให้ความสำคัญ ได้แก่
- สมาชิกที่สมัครเข้ามาดูฟุตบอลโลก จะยังคงจ่ายค่าสมาชิกต่อหรือไม่
- ผู้ชมจะเปลี่ยนเป็นลูกค้าระยะยาวของแพลตฟอร์มหรือไม่
- คอนเทนต์กีฬาอื่น เช่น พรีเมียร์ลีก, FA Cup หรือรายการกีฬาต่างประเทศ จะสามารถรักษาฐานสมาชิกไว้ได้หรือไม่
- เงินลงทุนกว่า 2.3 พันล้านบาท จะสร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่าหรือไม่ในระยะยาว
หากคำตอบของคำถามเหล่านี้ออกมาดี หุ้นก็อาจสร้างมูลค่าได้ต่อเนื่องแม้ฟุตบอลโลกจะจบลงแล้ว
แต่หากฟุตบอลโลกเป็นเพียงเหตุการณ์ชั่วคราวที่ทำให้ยอดสมาชิกเพิ่มขึ้นเพียงระยะสั้น แล้วลดลงหลังจบทัวร์นาเมนต์ ตลาดก็มักเริ่มปรับประมาณการกำไรลง และราคาหุ้นอาจเผชิญแรงขายจากนักลงทุนที่เข้ามาเก็งกำไรตั้งแต่ก่อนข่าวประกาศ แต่ยังมีโอกาสในลิขสิทธิ์อีก บอลโลกอีกครั้งในอีก 4 ปีข้างหน้า หรือปี 2030
นี่จึงเป็นเหตุผลที่หุ้นหลายตัวมักปรับตัวขึ้นแรงก่อนข่าวดีจะเกิดขึ้น แต่กลับซบเซาวอลุ่มหาย หรือแม้แต่มีการปรับฐานหลังเหตุการณ์สำคัญสิ้นสุดลง ไม่ใช่เพราะข่าวไม่ดี แต่เพราะตลาดกำลังมองไปยัง เรื่องราวถัดไป ต่างหาก
สำหรับ JAS ก็เช่นเดียวกัน สิ่งที่จะกำหนดทิศทางราคาหุ้นหลังฟุตบอลโลกไม่ได้อยู่ที่ผลการแข่งขันในสนาม แต่อยู่ที่ความสามารถของบริษัทในการเปลี่ยน กระแสฟุตบอลโลก ให้กลายเป็น รายได้และกำไรที่ยั่งยืน
ฟุตบอลโลก อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการสร้างแพลตฟอร์ม Sports & Entertainment ของ JAS หรืออาจเป็นเพียงอีเวนต์ใหญ่ที่สร้างรายได้ชั่วคราว ทุกอย่างขึ้นอยู่กับการบริหารธุรกิจหลังเสียงนกหวีดนัดชิงชนะเลิศดังขึ้น เพราะสำหรับตลาดหุ้น การแข่งขันที่แท้จริงไม่ได้จบลงพร้อมฟุตบอลโลก แต่เพิ่งเริ่มต้นเมื่อฟุตบอลโลกจบต่างหาก
โดย ธิติ ภัทรยลรดี