BAY คาด Q4/69 เงินบาทแข็งค่าขึ้นเล็กน้อย เชื่อ กนง. คงดอกเบี้ย 1% อีกหลายไตรมาส

ข่าวหุ้น-การเงิน Wednesday July 22, 2026 11:12 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์

น.ส.รุ่ง สงวนเรือง ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวางแผนโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา (BAY) วิเคราะห์ทิศทางตลาดการเงินและเศรษฐกิจว่า ตลาดการเงินโลก พยายามหันจุดสนใจจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ไปสู่แนวโน้มดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) แม้ว่าข้อตกลงหยุดยิงยังคงเปราะบางตามกลยุทธ์การเจรจา และจะกระทบบรรยากาศการลงทุนอยู่เป็นระยะก็ตาม

ทั้งนี้ เฟดภายใต้การนำของประธานเควิน วอร์ช ตั้งใจปฏิรูปการสื่อสาร และลดการให้สัญญาณชี้นำล่วงหน้าเกี่ยวกับทิศทางดอกเบี้ย ในภาวะเช่นนี้ ราคาสินทรัพย์ต่าง ๆ จะมีแนวโน้มผันผวนสูงขึ้น เมื่อมีการประกาศข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ หรือในช่วงที่การเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ใกล้เข้ามา ทางด้านธนาคารกลางญี่ปุ่น ยังคงมีท่าทีระมัดระวัง แต่คาดว่าจะทยอยขึ้นดอกเบี้ยเพื่อพยุงค่าเงินเยนต่อไป

สำหรับการเคลื่อนไหวของเงินบาท ในช่วงที่ผ่านมาตั้งแต่ต้นปี 69 เคลื่อนไหวในกรอบประมาณ 30.90-33.80 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งถือเป็นระดับที่อ่อนค่าที่สุดในรอบ 15 เดือน และตั้งแต่ต้นปี เงินบาทอ่อนค่าลงแล้วกว่า 6% โดยเป็นการอ่อนค่าในทิศทางเดียวกับสกุลเงินส่วนใหญ่ในภูมิภาค สะท้อนยอดนำเข้าที่พุ่งสูงขึ้นจากการบริหารความมั่นคงด้านพลังงาน ส่งผลให้ไทยขาดดุลบัญชีเดินสะพัด

อย่างไรก็ตาม ในระยะข้างหน้า มีปัจจัยประคองค่าเงินบาทอยู่บ้าง ได้แก่ ราคาน้ำมันตลาดโลกที่แม้ผันผวนสูง แต่ซื้อขายห่างจากจุดสูงสุดของรอบอยู่พอสมควร รวมถึงกระแสเงินทุนต่างชาติไหลเข้า ขณะที่ภาวะขาดดุลแฝดของไทย อาจบรรเทาลงแม้ต้องใช้เวลา

* ทิศทางค่าเงินบาท
อัตราแลกเปลี่ยนผันผวนตามมุมมองตลาดต่อทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐฯ BAY ประเมินเงินบาทอ่อนค่าระยะสั้น ก่อนจะแข็งค่าเล็กน้อยช่วงปลายปี บนสมมติฐานเฟดคงดอกเบี้ยในปี 69 แต่เงินบาทจะไม่กลับไปแข็งค่าทางเดียว ขณะที่ยอดขาดดุลการค้าของไทยทยอยลดลง และเงินเฟ้อสูงเพียงชั่วคราวตามต้นทุนพลังงาน โดยประเมินค่าเงินบาทในช่วงที่เหลือของปี 69 และต่อเนื่องถึงปี 70 ดังนี้

  • ไตรมาส 3/69: คาดอยู่ในกรอบ 32.75-34.50 บาท/ดอลลาร์ โดยมีโอกาสได้เห็นการอ่อนค่าทะลุ 34 บาท/ดอลลาร์ ขึ้นไป
  • ไตรมาส 4/69: คาดอยู่ในกรอบ 32.00-34.00 บาท/ดอลลาร์ หากสถานการณ์ความขัดแย้งคลายตัวลง และตลาดแรงงานสหรัฐฯ เริ่มส่งสัญญาณแผ่วลงชัดเจน
  • ไตรมาส 1/70: คาดอยู่ในกรอบ 31.75-33.75 บาท/ดอลลาร์

BAY ประเมินภายใต้สมมติฐานหลักว่า เฟดจะคงดอกเบี้ยในปี 69 แม้ตลาดจะมองว่าอาจขึ้น 1-2 ครั้ง โดยมองว่าหากตลาดแรงงานสหรัฐฯ ลดความร้อนแรงลงและเงินเฟ้อจากน้ำมันเริ่มทรงตัว เฟดจะเลือกคงดอกเบี้ยมากกว่าปรับขึ้น ในช่วงสั้น ๆ โมเมนตัมของดอลลาร์ที่จะเป็นขาขึ้นต่อไป ส่งผลให้เงินบาทอ่อนค่า

เงินบาทมีโอกาสแข็งค่าขึ้นเล็กน้อย และแกว่งตัวในกรอบ 32-34 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 69 หากเฟดคงดอกเบี้ยตามสมมติฐานหลัก และดุลการค้าของไทยปรับตัวดีขึ้น ทั้งนี้ ทิศทางเงินเฟ้อในสหรัฐฯ เป็นความเสี่ยงสำคัญต่อประมาณการค่าเงิน น.ส.รุ่ง กล่าว

ประเด็นชี้นำสำคัญสำหรับค่าเงินบาท
*ปัจจัยหนุนค่าเงินบาท

  1. แนวโน้มเงินเฟ้อสหรัฐฯ ชะลอตามราคาพลังงาน ตลาดอาจปรับมุมมองดอกเบี้ยเฟดอีกครั้ง เปิดความเสี่ยงขาลงของเงินดอลลาร์ ปัจจัยเสี่ยงต่างประเทศและนโยบายของเฟด ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่รุนแรงขึ้น และการปิดช่องแคบฮอร์มุซ เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ดันราคาน้ำมันให้สูงขึ้น ขณะเดียวกัน ตลาดยังเผชิญกับความผันผวนจากการสื่อสารของ นายเควิน วอช ประธานเฟดคนใหม่ ที่พยายามส่งสัญญาณชี้นำล่วงหน้า (Forward Guidance) น้อยลง ทำให้นักลงทุนต้องเดาทางเองเมื่อมีการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจ นอกจากนี้ เงินเยนของญี่ปุ่นยังอ่อนค่าแตะระดับต่ำสุดในรอบ 40 ปี ขึ้นไปเหนือระดับ 163 เยนต่อดอลลาร์ ซึ่งอาจส่งแรงกระเพื่อมมาสู่เงินบาททางอ้อมได้
  2. ต้นทุนนำเข้าน้ำมันลงเร็ว คลายความกังวลไทยเผชิญภาวะขาดดุลแฝดเรื้อรัง ประเทศไทยเผชิญภาวะ ขาดดุลแฝด (Twin Deficits) เป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปี คือขาดดุลทั้งบัญชีเดินสะพัด และดุลงบประมาณ อย่างไรก็ดี แนวโน้มดุลบัญชีเดินสะพัดปรับดีขึ้นอย่างช้า ๆ คาดว่ามูลค่านำเข้า รวมถึงต้นทุนการขนส่งและค่าระวาง จะปรับลงตามราคาน้ำมันโลก ซึ่งเชื่อว่าราคาน้ำมันได้ผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว ทั้งนี้ หากการนำเข้าสินค้าทุนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จะบ่งชี้ถึงการเข้าสู่วัฏจักรการลงทุนรอบใหม่หนุนศักยภาพการแข่งขันของไทยในระยะกลาง โดยดุลเงินโอนส่วนหนึ่งเป็นปัจจัยฤดูกาล ส่วนการส่งออกมีแนวโน้มขยายตัวได้ดี โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มเทคโนโลยี
  3. เงินทุนลงทุนมีสัญญาณบวก ทั้งเงินลงทุนในตราสารสกุลเงินบาทและเงินลงทุนโดยตรง ซึ่งสนับสนุนให้เงินบาทแข็งค่าได้ หรืออย่างน้อยประคองไม่ให้เงินบาทอ่อนค่าอย่างมีนัยสำคัญ เงินลงทุนโดยตรง เป็นความหวังที่พอจับต้องได้ โดยคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ในไตรมาส 1/69 มีมูลค่ารวม 1.02 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 142.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยได้แรงหนุนหลักจากโครงการ Data Center และบริการคลาวด์ และเมื่อพิจารณาร่วมกับโครงการ Thailand FastPass พัฒนาการดังกล่าวสะท้อนแนวโน้มเชิงบวกในระยะกลาง โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากวัฏจักรขาขึ้นของอุตสาหกรรมดิจิทัลและอิเล็กทรอนิกส์ ตลอดจนกระแสการย้ายฐานการผลิตตามทิศทาง China+1

*ปัจจัยกดดันค่าเงินบาท

  1. ไทยใช้นโยบายดอกเบี้ยต่ำ เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจ เพิ่มความเปราะบางต่อค่าเงินบาท หากเงินเฟ้อและดอกเบี้ยโลกเป็นขาขึ้นอย่างยาวนาน ทั้งนี้ ประเมินว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะตรึงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 1.00% ต่อเนื่องจนถึงไตรมาส 1/70 ตราบใดที่แนวโน้มการเติบโตและเงินเฟ้อไม่เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่การบริโภคอาจสะดุดเมื่อสิ้นสุดมาตรการกระตุ้นการใช้จ่าย ส่วนเงินเฟ้อมีแนวโน้มลดลงในปี 70 โดย กนง. พิจารณาดุลความเสี่ยง ให้น้ำหนักมาตรการเฉพาะจุด และอุปสงค์ภายในมากกว่าแรงกดดันภายนอก ขณะบอนด์ยิลด์ 2 ปี สะท้อนโอกาสที่ กนง. อาจคงดอกเบี้ยอีกสักระยะ
    คาด กนง. จะคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.00% ต่อไปอีกหลายไตรมาส เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจ แม้เงินเฟ้อในไตรมาส 3-4/69 อาจสูงขึ้นจนทะลุกรอบเป้าหมายของกนง. จากราคาอาหารและพลังงาน แต่เชื่อว่า กนง. มองว่าเงินเฟ้อเป็นเรื่องชั่วคราวจากฝั่งต้นทุน การขึ้นดอกเบี้ยจึงไม่ใช่คำตอบ น.ส.รุ่ง กล่าว
  2. ภาคแรงงานสหรัฐฯ ในภาพรวมยังค่อนข้างแข็งแกร่ง

*ประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 69
BAY ประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 69 คาด GDP โต 1.9%, การส่งออก โต 9.8%, การนำเข้า โต 15%, ดุลบัญชีเดินสะพัด เกินดุล 5.2 พันล้านดอลลาร์ จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ 32.5 ล้านคน อัตราเงินเฟ้อทั่วไป อยู่ที่ 2.7% และอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 1.00%

โดยเศรษฐกิจไทยมีโอกาสและความเสี่ยง ดังนี้

  • โอกาส ได้แก่ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจาก พ.ร.ก.กู้เงินฉุกเฉิน, แนวโน้ม FDIs จากการรวมกลุ่มในภูมิภาคและโครงการ Thailand FastPass, ผลจากการลดอัตราดอกเบี้ย และมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้, การเติบโตในกลุ่มธุรกิจที่สอดรับกับ Megatrends เช่น ดิจิทัล สุขภาพ และเศรษฐกิจผู้สูงอายุ และเสถียรภาพทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง
  • ความเสี่ยง ได้แก่ ความขัดแย้งตะวันออกกลางยืดเยื้อ, นโยบายภาษีสหรัฐฯ และการแบ่งขั้วทางภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจ, ข้อจำกัดทางการคลังและผลกระทบสะท้อนกลับหลัง มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหมดอายุลง, ปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Nino) และปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น หนี้ครัวเรือนสูง ความสามารถการแข่งขันของอุตสาหกรรมหลักลดลง สังคมสูงวัย

โดย ปภัสสร องค์พิเชฐเมธา/ กษมาพร กิตติสัมพันธ์


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ