ผลการสำรวจของ CNN/SSRS ที่มีการเผยแพร่ในวันนี้ (29 ก.ค.) ระบุว่า คะแนนนิยมของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดเท่าที่เคยมีมา และจำนวนผู้ที่ ไม่พอใจอย่างยิ่ง กับการทำงานของเขา ก็เพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์
ผลสำรวจพบว่า ชาวอเมริกันวัยผู้ใหญ่เพียง 34% มีความพอใจต่อการปฏิบัติหน้าที่ของปธน.ทรัมป์ ซึ่งเท่ากับระดับต่ำสุดที่เขาเคยทำไว้หลังเกิดเหตุจลาจลที่อาคารรัฐสภาสหรัฐเมื่อวันที่ 6 ม.ค. 2564 ขณะที่ 66% ไม่พอใจต่อการทำงานของเขา
ในกลุ่มผู้ตอบแบบสอบถาม มีเพียง 15% เท่านั้นที่ พอใจอย่างยิ่ง ต่อผลงานของปธน.ทรัมป์ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่ 50% ไม่พอใจอย่างยิ่ง ซึ่งเป็นระดับสูงสุดตลอดช่วงการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของเขา
การสำรวจดังกล่าวจัดทำขึ้นระหว่างวันที่ 23-27 ก.ค. โดยสอบถามชาวอเมริกันวัยผู้ใหญ่จำนวน 1,225 คน โดยมีค่าความคลาดเคลื่อนอยู่ที่ 3.2%
ผลสำรวจยังพบว่า การสนับสนุนจากพรรครีพับลิกัน ซึ่งเป็นพรรคของปธน.ทรัมป์เอง ก็ลดลงเช่นกัน โดยมีชาวรีพับลิกันเพียง 78% ที่พอใจต่อการทำงานของเขา ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์
ส่วนหนึ่งของคะแนนนิยมที่ลดลง อาจมาจากความรู้สึกของผู้มีสิทธิเลือกตั้งว่า ปธน.ทรัมป์ไม่ได้ทุ่มเทความสนใจไปยังประเด็นที่สำคัญที่สุดของประเทศ โดยผู้ตอบแบบสอบถาม 73% ระบุว่า ปธน.ทรัมป์ไม่ได้ให้ความสำคัญกับปัญหาที่สำคัญที่สุดของประเทศมากเพียงพอ ขณะที่มีเพียง 27% ที่เห็นว่าเขาให้ความสำคัญกับประเด็นที่ถูกต้อง
สงครามกับอิหร่านเป็นประเด็นที่สร้างความขัดแย้งมาโดยตลอด แม้แต่ในกลุ่มผู้สนับสนุนของปธน.ทรัมป์เอง เนื่องจากเขาเคยหาเสียงโดยให้คำมั่นว่าจะมุ่งเน้นการฟื้นฟูเศรษฐกิจและหลีกเลี่ยงการเริ่มต้นสงครามครั้งใหม่ที่ยืดเยื้อ
การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานน้ำมันโลกอันเป็นผลมาจากการทำสงครามกับอิหร่าน ซึ่งดำเนินมาแล้ว 5 เดือน ได้ผลักดันให้ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงและอัตราเงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่ปธน.ทรัมป์กล่าวว่า สงครามในอิหร่าน คุ้มค่ากับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น
แม้ว่าปธน.ทรัมป์ให้คำมั่นว่าจะทำให้ราคาสินค้าลดลง แต่ผลสำรวจของ CNN/SSRS พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถาม 71% เห็นว่าเขายังดำเนินการไม่มากพอในการลดราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 58% ที่มีความเห็นเช่นเดียวกันเมื่อหนึ่งปีก่อน
ผลสำรวจยังพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เชื่อว่า นโยบายของปธน.ทรัมป์ทำให้ภาวะเศรษฐกิจของประเทศย่ำแย่ลง (65%) และการตัดสินใจของเขาเกี่ยวกับอิหร่านส่งผลเสียต่อสหรัฐ (67%)
ในด้านราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ชาวอเมริกัน 74% ระบุว่าราคาที่เพิ่มขึ้นได้สร้างความเดือดร้อนให้กับพวกเขาอย่างน้อยในระดับหนึ่ง เพิ่มขึ้นจาก 63% เมื่อเดือนมี.ค. ขณะที่มีประชาชนไม่ถึง 1 ใน 4 ที่เชื่อว่าปธน.ทรัมป์มีแผนรับมือกับปัญหาราคาพลังงาน
โดย ก้องเกียรติ กอวีรกิติ