HILITE: InnovestX ชี้ MOU ไทย-เมียนมา ปลดล็อกคอขวดแรงงาน ชู MEGA-CBG-CK นำทัพรับอานิสงส์การค้าชายแดน

ข่าวหุ้น-การเงิน Friday August 7, 2026 11:32 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์

บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ (InnovestX ) ระบุว่า เมื่อวานนี้ (6 ส.ค.) ในงาน Thailand-Myanmar Business Forum 2026 นายกรัฐมนตรีไทยและผู้นำเมียนมา ได้หารือภายใต้วิสัยทัศน์ เศรษฐกิจต้องเดินหน้า โดยมีประเด็นที่มีน้ำหนักต่อตลาด คือ การลงนาม MOU ขยายระยะเวลาจ้างงานแรงงานเมียนมาในไทยกว่า 4 ล้านคน ออกไปอีก 5 ปี เพื่อดึงเข้าสู่ระบบที่ถูกต้องและรับการคุ้มครองผ่านระบบประกันสังคม

นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายตั้งเป้าผลักดันมูลค่าการค้าทวิภาคีให้บรรลุ 12,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (จากเดิมราว 7,400 ล้านดอลลาร์) ผ่านกลไกสำคัญ เช่น การเร่งฟื้นฟูจุดผ่านแดน (สะพานมิตรภาพแม่สอดเมียวดี), การนำระบบชำระเงินสกุลท้องถิ่น (บาท-จ๊าด) มาใช้อำนวยความสะดวกทางการค้า, และการส่งเสริมเอกชนขยายการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย ที่ไทยปรับบทบาทเป็นผู้เชื่อมโยงคมนาคมจากกาญจนบุรี (ขณะที่ผู้ลงทุนหลักเปลี่ยนเป็นรัฐบาลทหารเมียนมาและรัสเซีย)

InnovestX มองบวกต่อการลงนาม MOU ข้างต้น โดยการยืดอายุ MOU แรงงาน 5 ปี ถือเป็นการปลดล็อกปัญหาคอขวดที่สำคัญที่สุดของภาคอุตสาหกรรมไทยที่ต้องพึ่งพาแรงงานเข้มข้น (Labor-Intensive) ช่วยขจัดความกังวลเรื่องการขาดแคลนแรงงานและการหยุดชะงักของสายการผลิตและการก่อสร้าง ขณะที่การกระตุ้นการค้าชายแดนและระบบชำระเงินท้องถิ่น จะช่วยเร่งตัวยอดขายของกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคให้คึกคักอีกครั้ง

อย่างไรก็ดี มีความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ซับซ้อนขึ้นที่ต้องจับตา สำหรับบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ที่มีสัมปทานหรือลงทุนทางตรงกับรัฐบาลทหารเมียนมา (รวมถึงโครงการทวาย) เนื่องจากมาตรการคว่ำบาตรของชาติตะวันตกที่ตัดเมียนมาและรัสเซียออกจากระบบการเงินโลก อาจสร้างความเสี่ยงให้เอกชนไทยโดนคว่ำบาตรเกี่ยวเนื่อง (Secondary Sanctions) ผนวกกับข้อจำกัดด้านนโยบายการลงทุน (Fund Mandate) ของสถาบันต่างชาติที่อิงหลักความยั่งยืน (ESG) ส่งผลให้หุ้นกลุ่มนี้อาจถูกคัดออกจากพอร์ต (Exclusion List) และเผชิญแรงกดดันด้านมูลค่า (De-rating) แม้บริษัทจะมีปัจจัยพื้นฐานที่ดีก็ตาม

ในเชิงกลยุทธ์ลงทุนระยะสั้นแนะนำ เก็งกำไร (Trading Buy) ตามปัจจัยข่าว (Event-Driven) สำหรับหุ้นที่จะได้ประโยชน์จากการลงนาม MOU ไทย-เมียนมาในครั้งนี้ แบ่งเป็น 2 ธีมเทรดดิ้ง ได้แก่

1) ธีมหุ้นที่ได้รับประโยชน์โดยตรงจากการบริหารจัดการต้นทุนแรงงานที่มีเสถียรภาพมากขึ้นหรือการปลดล็อกปัญหาแรงงาน ได้แก่ กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง (CK STECON) และ กลุ่มอาหาร-การเกษตร (GFPT BTG CPF)

2) ธีมหุ้นที่ได้รับอานิสงส์จากบรรยากาศการค้าชายแดนที่ฟื้นตัว ได้แก่ กลุ่มค้าปลีก (MEGA TNP) และกลุ่มเครื่องดื่ม (CBG OSP) ที่มีสัดส่วนรายได้จากการส่งออกผ่านชายแดนเมียนมา รวมทั้งกลุ่มการแพทย์ (CHG BCH) ที่มีสาขาของ รพ. ในเครืออยู่ใกล้ชายแดนเมียนมา

MEGA มีสัดส่วนรายได้จากเมียนมาสูงถึง 30-35%, CBG และ OSP มีสัดส่วนรายได้จากเมียนมาราว 10%, TNP มีสาขาที่อยู่ใกล้ชายแดนเมียนมาเ ซึ่งสร้างรายได้ราว 5-10%, CHG มี รพ. จุฬารัตน์แม่สอด จ.ตาก คิดเป็น 4% ของรายได้, BCH มี รพ.เกษมราษฎร์แม่สาย คิดเป็น 1-2% ของรายได้

สำหรับกลุ่มท่องเที่ยว, ธนาคาร, โรงไฟฟ้า ประเมินมีผลกระทบทางตรงค่อนข้างจำกัดและไม่มีนัยสำคัญต่อประมาณการกำไร


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ