เงินบาท [USDTHB.X] ปิดตลาดเย็นนี้ อยู่ที่ระดับ 33.48 บาท/ดอลลาร์ อ่อนค่าเล็กน้อยจากช่วงเช้าที่เปิดตลาดที่ระดับ 33.46 บาท/ดอลลาร์
นักบริหารเงินจากธนาคารกรุงศรีอยุธยา ระบุว่า ระหว่างวัน เงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบ 33.36 33.48 บาท/ดอลลาร์ โดยวันนี้เงินบาทปรับตัวอ่อนค่าตามภูมิภาค และถือว่าอ่อนค่ามากที่สุดในภูมิภาค
ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อค่าเงินบาทวันนี้ มาจากการที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ (Bond Yield) ยังคงปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้เงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่า ประกอบกับราคาทองคำในตลาดโลกปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง
นักบริหารเงิน คาดว่า พรุ่งนี้ เงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบ 33.35 33.55 บาท/ดอลลาร์
* ปัจจัยสำคัญ
เงินเยน อยู่ที่ระดับ 158.68 เยน/ดอลลาร์ จากช่วงเช้าที่ระดับ 158.24 เยน/ดอลลาร์
เงินยูโร อยู่ที่ระดับ 1.1380 ดอลลาร์/ยูโร จากช่วงเช้าที่ระดับ 1.1380 ดอลลาร์/ยูโร
SET ปิดที่ 1,602.58 จุด ลดลง 8.12 จุด (-0.50%) มูลค่าซื้อขาย 68,537.89 ล้านบาท
สรุปปริมาณการซื้อขายรายกลุ่ม ต่างชาติขายสุทธิ 676.93 ล้านบาท
สหรัฐอเมริกา สภาธุรกิจสหรัฐฯอาเซียน (U.S.-ASEAN Business Council: USABC) ร่วมกับหอการค้าสหรัฐฯ (U.S. Chamber of Commerce) ได้นำคณะผู้บริหารและนักธุรกิจจากบริษัทชั้นนำในสหรัฐอเมริกาเข้าหารือกับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เพื่อแสวงหาโอกาสในการลงทุนและการค้าเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจแห่งอนาคตร่วมกัน โดยผู้บริหารหลายรายมีแผนจะเดินทางมาร่วมการประชุม World Bank IMF ที่กรุงเทพฯ ในเดือนตุลาคมนี้ด้วย
บอร์ดเซมิคอนดักเตอร์ เห็นชอบ ยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงแห่งชาติ ฉบับแรกของไทย วางโรดแมป 3 ระยะ ขับเคลื่อนเป้าหมาย ชิปเมดอินไทยแลนด์ ตั้งเป้าดึงดูดการลงทุนกว่า 5 แสนล้านบาทใน 5 ปี และ 2.5 ล้านล้านบาท ใน 25 ปี ดันรายได้อุตสาหกรรมสู่ 5 ล้านล้านบาทต่อปี และสร้างงานกว่า 2.3 แสนตำแหน่ง
หัวหน้านักวิเคราะห์ บริษัท จีแคป จำกัด หรือ GCAP GOLD เปิดเผยว่า ราคาทองคำส่งสัญญาณฟื้นตัวต่อเนื่อง หลังกลับมายืนเหนือระดับ 4,300 เหรียญสหรัฐฯ/ออนซ์ และขยับเข้าใกล้แนวต้านสำคัญบริเวณ 4,400 เหรียญสหรัฐฯ/ออนซ์ โดยได้รับแรงหนุนจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวลง ซึ่งช่วยคลายความกังวลด้านเงินเฟ้อและลดแรงขายในตลาดทองคำลงบางส่วน อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังต้องระมัดระวังความผันผวนจากทิศทางค่าเงินดอลลาร์ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล
กลุ่มประเทศองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) คาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจโลกจะอยู่ที่ระดับ 2.9% ในปี 2569 และ 3.0% ในปี 2570 โดยในหลายประเทศของกลุ่ม G20 นั้น การใช้จ่ายและการผลิตที่เกี่ยวข้องกับ AI จะยังคงเป็นปัจจัยหนุนการเติบโต ซึ่งบ่อยครั้งก็สามารถชดเชยการลงทุนที่ค่อนข้างซบเซาในภาคธุรกิจส่วนอื่น ๆ ได้
OECD คาดการณ์ว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในปีนี้ ขณะที่ธนาคารในยูโรโซนจะปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกเล็กน้อย และธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) จะปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มเติม ในทางกลับกัน OECD คาดการณ์ว่า ธนาคารกลางอังกฤษ และธนาคารกลางแคนาดาจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับปัจจุบัน
นักลงทุนจับตาการประชุมสุดยอดระหว่างปธน.สี จิ้นผิง ผู้นำจีน และปธน.โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ที่ทำเนียบขาวในวันนี้ เพื่อหาสัญญาณบ่งชี้แนวโน้มทางการค้าระหว่างสองประเทศ
โดย ฐานิสร์ ทองนอก/รัชดา คงขุนเทียน