PTTGC ปรับพอร์ตใหญ่รุก Specialty-Bio ปักเป้าดัน EBITDA เพิ่มปีละ 300 ล้านเหรียญ แย้ม ก.ย.นี้เคาะดีล JV SCGC

ข่าวหุ้น-การเงิน Monday August 10, 2026 17:20 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์

บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล [PTTGC] เผยทิศทางธุรกิจเดินหน้าสร้างความแข็งแกร่งให้ทุกกลุ่มธุรกิจหลัก ควบคู่กับการวางรากฐานสำหรับการเติบโตระยะยาว พร้อมเร่งต่อยอดธุรกิจเคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษ (Specialty) และ Green & Bio เพื่อสร้างพอร์ตธุรกิจที่มีมูลค่าสูงคาร์บอนต่ำ และตอบรับทิศทางอุตสาหกรรมในอนาคต หวังดัน EBITDA Uplift 300 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี ภายในปี 2573 พร้อมโชว์งบไตรมาส 2/69 ฟื้นตัวแรง กำไรสุทธิทะลุ 1.2 หมื่นล้านบาท มั่นใจไม่กลับไปขาดทุนอีก แย้ม JV SCGC ชัดเจนเดือนก.ย. นี้

นายณะรงค์ศักดิ์ จิวากานันต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร PTTGC เปิดเผยว่าในช่วงที่เหลือของปีประเมินแนวโน้มธุรกิจและผลประกอบการว่า จะยังคงมีความผันผวนอยู่ค่อนข้างสูง แต่จะทยอยปรับตัวกลับเข้าสู่ทิศทางปกติอย่างค่อยเป็นค่อยไป เนื่องจากราคาน้ำมันดิบและสเปรดปิโตรยังมีความผันผวนรายวัน อย่างไรก็ตาม คาดว่าสเปรดปิโตรเคมีจะไม่ปรับตัวสูงมากหรือลดลงต่ำมากจนเกินไปในอนาคตอันใกล้ เนื่องจากผู้ประกอบการในหลายภูมิภาคได้มีการเตรียมความพร้อมรับมือไว้แล้ว

ขณะที่ทิศทางของธุรกิจในช่วงครึ่งปีหลังจะขึ้นอยู่กับสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางเป็นสำคัญ เนื่องจากมีผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนวัตถุดิบและต้นทุนขนส่ง ซึ่งบริษัทประเมินว่าแม้สงครามจะสิ้นสุดลง แต่ก็ต้องใช้เวลาทยอยฟื้นตัวอีกสักระยะ เพื่อให้ระบบซัพพลายเชนและราคาค่อย ๆ ปรับตัวกลับเข้าสู่จุดสมดุล

ท่ามกลางปัจจัยภายนอกที่แปรปรวน PTTGC มีความมั่นใจอย่างเต็มที่ในการเดินหน้าเดินเครื่องโรงงานอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ เพื่อรักษาเสถียรภาพในการส่งมอบสินค้าให้แก่คู่ค้าและกลุ่มลูกค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยจุดแข็งด้านความยืดหยุ่นในการเลือกใช้และสลับแหล่งวัตถุดิบที่หลากหลาย ทำให้บริษัทไม่ได้พึ่งพาวัตถุดิบจากตะวันออกกลางในช่วงวิกฤต

ทั้งนี้ บริษัทมั่นใจว่าจะสามารถกลับไปสู่จุดที่แข็งแกร่งได้ โดยตั้งเป้าหมายไว้อย่างชัดเจนว่าผลักดันการเติบโตเพื่อไม่ให้กลับไปขาดทุนอีก จากการดำเนินการช่วงที่ผ่านมา ทั้งการลดต้นทุน สร้างรายได้ รวมทั้งการปรับ Portfolio นำธุรกิจที่ไม่สร้างรายได้ออก ส่งผลดีต่อผลประกอบการในระยะยาว และทำให้ผลกระทบจากความผันผวนน้อย

โดยในไตรมาส 2/69 บริษัทมี Adjusted EBITDA 26,932 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 81% จากไตรมาสก่อนหน้า และมีกำไรสุทธิ 12,208 ล้านบาท ขณะที่ครึ่งปีแรก ปี 2569 มี Adjusted EBITDA 41,777 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 15,440 ล้านบาท

สำหรับช่วงปี 69-73 PTTGC มุ่งเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจปัจจุบัน ในขณะเดียวกัน ได้เร่งสร้างฐานสำหรับการเติบโตในระยะถัดไป โดยตั้งเป้าปรับสมดุลพอร์ตระหว่างธุรกิจ Commodity และธุรกิจ Specialty จากสัดส่วนประมาณ 80:20 สู่ 70:30 ภายในปี 73 เพื่อเพิ่มสัดส่วนธุรกิจมูลค่าสูง และสร้างพอร์ตที่มีความแข็งแกร่งมากขึ้น โดย PTTGC จะต่อยอดจากจุดแข็งและความเชี่ยวชาญที่มีอยู่ในแต่ละธุรกิจ ดังนี้

  • ธุรกิจต้นน้ำและผลิตภัณฑ์ขั้นกลาง ต่อยอดศักยภาพโรงกลั่นชีวภาพ และศึกษาการบูรณาการโรงกลั่นและปิโตรเคมี
  • ธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ อยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งธุรกิจร่วมทุนกับ SCGC เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยหากการร่วมทุนเกิดขึ้น จะเป็นผู้ผลิตโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ชั้นนำในอาเซียน สนับสนุนความมั่นคงให้กับอุตสาหกรรมต่อเนื่องต่างๆ ในประเทศและภูมิภาค ด้วยกำลังการผลิตระดับ Top 10 ของโลก ทั้งนี้ คาดว่าจะได้ข้อสรุปของการศึกษาดังกล่าวในช่วงเดือนก.ย. นี้
  • ธุรกิจเคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษ (Specialty) ปลดล็อกศักยภาพของ allnex เพื่อเป็นฐานสำคัญในการขยายธุรกิจ Specialty
  • ธุรกิจ Green & Bio ต่อยอดสู่เคมีภัณฑ์ชีวภาพชนิดพิเศษ (Bio Specialty)

ทั้งหมดนี้จะดำเนินควบคู่กับ Holistic Optimization ที่จะขยายการดำเนินงานทั่วทั้งองค์กร (Company-wide Enhancement) และตั้งเป้าสร้าง EBITDA Uplift เพิ่มอีก 300 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปีภายในปี 73

ทั้งนี้ มาบตาพุดจะเป็นหนึ่งในฐานสำคัญสำหรับการเติบโตในระยะต่อไปของอุตสาหกรรมในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ควบคู่ไปกับการเติบโตในภูมิภาคอื่นๆ ทั่วโลก

allnex ขับเคลื่อนการเติบโตของธุรกิจเคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษ

สำหรับธุรกิจเคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษ PTTGC มุ่งดึงศักยภาพของ allnex อย่างเต็มที่ โดยในช่วงครึ่งแรกของปี 69 allnex มีผลการดำเนินงานดีกว่าแผน สะท้อนความคืบหน้าของการดำเนินกลยุทธ์เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและสร้างการเติบโตระยะยาว ทั้งการปรับโครงสร้างต้นทุน โดยกำลังศึกษาเพื่อเตรียมดำเนินการลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพทางธุรกิจในทุกมิติ รวมทั้งการบริหารพอร์ตโฟลิโอโดยมุ่งเน้นเทคโนโลยีที่ allnex มีความเป็นผู้นำและมีขีดความสามารถในการแข่งขันสูง ตลอดจนการขยายไปสู่ธุรกิจและเทคโนโลยีที่สามารถต่อยอดจากจุดแข็งที่มีอยู่

ในประเทศไทย allnex ได้ประกาศขยายกำลังการผลิต Sagging Control Agent (SCA) ที่มาบตาพุด จังหวัดระยอง ซึ่งจะเป็นฐานการผลิต SCA แห่งแรกนอกยุโรป นับเป็นการถ่ายทอดเทคโนโลยีและ ขีดความสามารถด้านการผลิตมายังประเทศไทย ช่วยสร้าง Ecosystem ที่ใกล้ชิดลูกค้าในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมากขึ้น รองรับความต้องการของตลาดที่กำลังเติบโต พร้อมกระจายฐานการผลิตและลดความเสี่ยงของซัพพลายเชนให้กับลูกค้า ทั้งนี้ SCA เป็นนวัตกรรมขั้นสูงที่ช่วยป้องกันสีหรือสารเคลือบไหลย้อยระหว่างการใช้งาน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในอุตสาหกรรมยานยนต์

ขณะเดียวกัน allnex ยังเดินหน้าขยายฐานการผลิตในเอเชียอย่างต่อเนื่อง ทั้ง China Hub ที่เมือง เจียซิง (Jiaxing) ประเทศจีน ซึ่งเป็นฐานการผลิตและโรงงานที่ใหญ่ที่สุดในโลกของ allnex และมีผลการดำเนินงานเติบโตดีกว่าคาดการณ์ รวมถึง India Hub ที่เมืองมหัท (Mahad) ประเทศอินเดีย ซึ่งอยู่ระหว่างการขยายกำลังการผลิต

ขับเคลื่อน Green & Bio จากฐานที่สั่งสมมากว่าทศวรรษ

อีกหนึ่งในการเติบโต คือ ธุรกิจ Green & Bio ซึ่ง PTTGC บุกเบิกและสั่งสมความสามารถมากว่าทศวรรษ จนมีความพร้อมครอบคลุมทั้งวัตถุดิบ เทคโนโลยี นวัตกรรม และซัพพลายเชน ทำให้สามารถมีพอร์ตโฟลิโอผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุมตั้งแต่เชื้อเพลิงชีวภาพ เคมีภัณฑ์ชีวภาพ ไบโอพลาสติก โอลีโอเคมิคอล ไปจนถึงพลาสติกรีไซเคิลคุณภาพสูง

ปัจจุบัน ความพร้อมดังกล่าวได้ต่อยอดเป็นการลงทุนและธุรกิจที่เกิดขึ้นจริงในหลายด้าน อาทิ NatureWorks ซึ่งเพิ่งเปิดโรงงานผลิตไบโอพลาสติก PLA แบบครบวงจรแห่งใหม่ที่นครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์ เชื่อมโยงวัตถุดิบทางการเกษตรของไทยกับเทคโนโลยีชีวภาพเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง รวมถึง GGC และ Emery Oleochemicals ที่ต่อยอดองค์ความรู้เคมีภัณฑ์จากพืชสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง และ ENVICCO ผู้ผลิตเม็ดพลาสติกรีไซเคิลคุณภาพสูงและเกรดสัมผัสอาหารรายแรกของประเทศไทย ที่สามารถเดินเครื่องได้เต็มกำลังการผลิต

จากรากฐานดังกล่าว PTTGC กำลังต่อยอดไปสู่โอกาสใหม่ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ชีวภาพชนิดพิเศษ (Bio Specialty) ผ่านนวัตกรรมที่มีศักยภาพการเติบโตสูง เพื่อพัฒนา Sustainable Solutions ที่ตอบโจทย์ลูกค้า และยกระดับอุตสาหกรรมให้มีประสิทธิภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

MTP Transformation ยกระดับมาบตาพุด สู่การเติบโตในเอเชียแปซิฟิก

ในระยะต่อไป PTTGC เล็งเห็นศักยภาพของมาบตาพุดเป็นฐานสำคัญของการต่อยอดธุรกิจที่มีมูลค่าสูงสู่อนาคต ภายใต้กลยุทธ์ MTP Transformation ด้วยโครงสร้างพื้นฐานและเครือข่ายที่มีความพร้อม ประกอบกับฐานธุรกิจที่ครอบคลุมตั้งแต่เคมีภัณฑ์ทั่วไป เคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษ ไปจนถึง Green & Bio

ความพร้อมเหล่านี้เปิดโอกาสให้ PTTGC เชื่อมโยงความสามารถกับเทคโนโลยีและพันธมิตรชั้นนำจากทั่วโลก รองรับความต้องการของตลาดปลายทาง และสร้างโอกาสให้ประเทศไทยมีบทบาทเพิ่มขึ้นในอุตสาหกรรมเคมีแห่งอนาคตในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

นายณะรงค์ศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การเติบโตบทใหม่ของ PTTGC จะไม่ได้เกิดจากโครงการใดโครงการหนึ่ง แต่เกิดจากการนำจุดแข็งที่เรามีมาประกอบเข้าด้วยกัน ตั้งแต่ธุรกิจที่มีอยู่ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ความสามารถของบุคลากร เครือข่ายระดับโลก ไปจนถึงพันธมิตรทางธุรกิจ เรากำลังลงมือทำในแต่ละส่วนตามทิศทางเชิงกลยุทธ์ เพื่อให้องค์กรมีทั้งความแข็งแกร่งในวันนี้ และพร้อมเติบโตยิ่งขึ้นสำหรับอนาคต

หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ช่วยเสริมความยืดหยุ่นให้ PTTGC คือ โครงสร้างธุรกิจแบบบูรณาการ (Integrated Value Chain) ซึ่งเชื่อมโยงธุรกิจตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ พร้อมความสามารถในการเลือกใช้วัตถุดิบได้หลากหลายทั้งก๊าซและของเหลว ช่วยเพิ่มความมั่นคงด้านวัตถุดิบและเปิดโอกาสให้บริษัทฯ บริหารต้นทุนได้เหมาะสมกับสภาวะตลาด โดยโครงการนำเข้าอีเทนจากสหรัฐอเมริกายังคงดำเนินไปตามแผนและจะเริ่มการนำเข้าในปี 2572

ขณะเดียวกัน PTTGC เดินหน้ายกระดับประสิทธิภาพทั่วทั้งองค์กรผ่าน Holistic Optimization ตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบ การบริหารจัดการซัพพลายเชน และกระบวนการผลิต ไปจนถึงการขาย การตลาด และกระบวนการทำงาน โดยนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาขับเคลื่อนผ่านแนวทาง Digital 3 Smarts ได้แก่ Smart Plant, Smart Sales & Marketing และ Smart Work Process เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และสร้างความสามารถในการแข่งขันอย่างต่อเนื่อง

ผลจากการดำเนินงานดังกล่าว สะท้อนผ่านการเพิ่มรายได้และลดค่าใช้จ่าย โดยปี 68 PTTGC สามารถสร้างผลลัพธ์ได้กว่า 7,000 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายซึ่งตั้งไว้ที่ 5,500 ล้านบาท และในปี 69 ได้ตั้งเป้าเพิ่มรายได้และลดค่าใช้จ่ายเพิ่มอีก 4,000 ล้านบาท โดยการดำเนินงานคืบหน้าตามแผน พร้อมกันนี้ บริษัทฯ ยังคงบริหารโครงสร้างทางการเงินอย่างมีวินัย ทั้งการสร้างมูลค่าจากสินทรัพย์ (Asset Monetization) การบริหารเงินทุน และการปรับโครงสร้างหนี้ระยะยาว เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งทางการเงินและสร้างความพร้อมรองรับการเติบโตในอนาคต

โดย วรินทร ศิรินอก


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ