สภาพัฒน์ ปรับคาดการณ์ GDP ปี 69 โต 2.0-2.5% จากแรงขับเคลื่อนหลัก ลงทุนภาคเอกชน-ส่งออก

ข่าวเศรษฐกิจ Monday August 17, 2026 13:35 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ เปิดเผยว่า สภาพัฒน์ ได้ปรับประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยในปีนี้เป็น 2.0-2.5% (ค่ากลาง 2.2%) จากเดิมที่เคยประมาณการไว้เมื่อเดือน พ.ค.69 ที่ 1.5-2.5% (ค่ากลาง 2.0%) เนื่องจากมีปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญจากการขยายตัวในระดับสูงของการลงทุนภาคเอกชน การบริโภคภายในประเทศที่ขยายตัวต่อเนื่อง การใช้จ่ายและการลงทุนภาครัฐ ตลอดจนการส่งออกสินค้าที่ขยายตัวสูง โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ตามวัฎจักรสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ของโลก

โดยคาดว่ามูลค่าการส่งออกปีนี้ จะขยายตัวได้ 15.1% ปรับเพิ่มขึ้นจากที่เคยคาดไว้เดิมที่ 9.6% ซึ่งสอดคล้องกับการปรับเพิ่มสมมติฐานเศรษฐกิจและการค้าโลกที่เพิ่มขึ้นตามความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และสินค้าเทคโนโลยีขั้นสูง ส่งผลให้มูลค่าการส่งออกสินค้าในกลุ่มนี้มีแนวโน้มขยายตัวได้ต่อเนื่อง ขณะที่การส่งออกบริการ (การท่องเที่ยว) มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ตามค่าใช้จ่ายในการเดินทางค้อหัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เพิ่มขึ้น

ด้านมูลค่าการนำเข้าสินค้าปีนี้ คาดว่าจะขยายตัว 25.5% ปรับเพิ่มขึ้นจากที่เคยคาดไว้เดิมที่ 14.2% สอดคล้องกับแนวโน้มการขยายตัวสูงของมูลค่าการส่งออกสินค้า และการลงทุนภาคเอกชน ส่งผลให้คาดว่าในปีนี้ไทยจะขาดดุลการค้า 3,730 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากก่อนหน้านี้ที่คาดการณ์ว่าไทยจะเกินดุลการค้า 11,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากผลของการขยายตัวในเกณฑ์สูงของมูลค่าการนำเข้าสินค้า

อย่างไรก็ดี เมื่อรวมกับดุลบริการ ที่ยังมีแนวโน้มขาดดุลจากค่าธรรมเนียมขนส่งที่ยังทรงตัวอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดในปี 2569 มีแนวโน้มขาดดุล 7,430 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 1.2% ของ GDP โดยเป็นการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดครั้งแรกในรอบ 4 ปี หรือนับตั้งแต่ปี 2565

ส่วนด้านเสถียรภาพทางเศรษฐกิจนั้น คาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปีนี้ จะอยู่ในช่วง 1.5-2.0% ลดลงจากประมาณการเดิมที่ 2.0-3.0% ซึ่งสอดคล้องกับการปรับลดสมมติฐานราคาน้ำมันดิบดูไบ

ทั้งนี้ การปรับประมาณการ GDP ของไทยในปี 2569 ดังกล่าว มาจากสมมติฐานที่สำคัญ เช่น การขยายตัวของเศรษฐกิจโลก ที่ 3.3% จากเดิมคาด 2.9% การขยายตัวของปริมาณการค้าโลก ที่ 4.3% จากเดิมคาด 3.6% อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาท อยู่ที่ 32.50-33.50 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ จากเดิม 32.00-33.00 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ราคาน้ำมันดิบดูไบ เฉลี่ยที่ 80-90 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล จากเดิมคาด 85-95 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทยปีนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ 32 ล้านคนเท่ากับประมาณการเดิม แต่รายรับจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 1.65 ล้านล้านบาท จากเดิมคาดไว้ที่ 1.49 ล้านล้านบาท

อย่างไรก็ดี เลขาธิการสภาพัฒน์ มองว่า ภาระหนี้ครัวเรือนไทยยังอยู่ในเกณฑ์สูง โดยข้อมูลล่าสุด (ไตรมาส 1/2569) หนี้ครัวเรือน อยู่ที่ระดับ 85.9% ของ GDP ภาคธุรกิจ SMEs ยังมีความเสี่ยงในระดับสูง ซึ่งเป็นข้อจำกัดต่อการขยายตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่สถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางยังมีแนวโน้มยืดเยื้อ เช่นเดียวกับทิศทางการดำเนินมาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ ที่ยังมีความไม่แน่นอน และอาจยกระดับความรุนแรงเพิ่มเติม

ประกอบกับความเสี่ยงจากการชะลอตัวมากกว่าที่คาดของเศรษฐกิจและการค้าโลก ความผันผวนของตลาดการเงินโลก ท่ามกลางแรงกดดันเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูง รวมถึงความเสี่ยงจากการเข้าสู่ปรากฎการณ์เอลนีโญ ซึ่งทั้งหมดนี้ นับเป็นความเสี่ยงสำคัญต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ซึ่งสภาพัฒน์จะติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

*ปัจจัยสนับสนุนเศรษฐกิจไทยปี 2569

1.การขยายตัวในเกณฑ์สูงของการลงทุนภาคเอกชน โดยเฉพาะการลงทุนในหมวดเครื่องมือเครื่องจักร ที่มีการนำเข้าสินค้าในหมวดวัตถุดิล และสินค้าขั้นกลางที่ขยายตัวสูงถึง 52.6% ในช่วงไตรมาส 2/69 สอดคล้องกับการขอรับการส่งเสริมการลงทุนที่ขยายตัวดีอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 มูลค่าการขอรับการส่งเสริมการลงทุน และมูลค่าโครงการที่ได้รับการออกบัตรส่งเสริมการลงทุนอยู่ที่ 1.47 ล้านล้านบาท และ 3.83 แสนล้านบาท คิดเป็นการเพิ่มขึ้น 37% และ 61.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

2.การขยายตัวอย่างต่อเนื่องของการอุปโภคบริโภคภาคครัวเรือน โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการขยายตัวของฐานรายได้ รวมทั้ง
ตลาดแรงงานที่ยังคงมีแนวโน้มขยายตัวตามการเพิ่มขึ้นของการจ้างงานนอกภาคเกษตร และอัตราการว่างงานที่ยังอยู่ในระดับต่ำ ประกอบกับการดำเนินนโยบายการเงินที่ยังคงผ่อนคลาย และการดำเนินมาตรการช่วยเหลือของภาครัฐ คาดว่าจะส่งผลให้การอุปโภคบริโภคภาคครัวเรือน มีแนวโน้มที่จะขยายตัวอย่างต่อเนื่องในช่วงที่เหลือของปีนี้

3.การขยายตัวในเกณฑ์ดีของการส่งออกสินค้า ตามแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของความต้องการสินค้าที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีขั้นสูงด้านดิจิทัลและอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ และโครงสร้างพื้นฐานปัญญาประดิษฐ์ (AI) ขณะเดียวกัน ผลกระทบของมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ต่อภาคการส่งออกของไทยยังเป็นไปอย่างจำกัด เนื่องจากสินค้าส่งออกสำคัญของไทยไปยังสหรัฐฯ ได้รับการยกเว้นการเก็บภาษีนำเข้าคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 75% ทำให้อัตราภาษีนำเข้าที่สหรัฐฯ เรียกเก็บจากสินค้าไทย (Trade-weighted rate) อยู่ที่ประมาณ 14.7% ซึ่งยังต่ำกว่าจีน เวียดนาม และอินโดนีเซีย

4.แรงขับเคลื่อนจากการใช้จ่ายภาครัฐบาล โดยการเพิ่มขึ้นของกรอบงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 ที่วงเงิน
2.46 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.2% จากปีงบประมาณ 2568 ขณะเดียวกัน ยังมีการเบิกจ่ายงบประมาณ ภายใต้ พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน และสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 (วงเงิน 4 แสนล้านบาท)

ซึ่งงบประมาณภายใต้แผนงานที่ 1 (การช่วยเหลือประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน) มีการเบิกจ่ายไปแล้วทั้งสิ้น 5.62 แสนล้านบาท และคาดว่างบประมาณภายใต้แผนงานที่ 2 (การส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งรองรับการเปลี่ยนผ่านจากพลังงานฟอสซิลไปสู่พลังงานทดแทน และพลังงานทางเลือก) จะสามารถเบิกจ่ายได้ประมาณ 5 หมื่นล้านบาท ภายในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้

*ข้อจำกัดและปัจจัยเสี่ยง

1.ความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ภายนอกประเทศที่สำคัญ ประกอบด้วย (1) สถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยังคงยืดเยื้อ และ (2) การดำเนินมาตรการทางการค้าเพิ่มเติมของสหรัฐฯ ยังมีความไม่แน่นอนโดยเฉพาะหากรัฐบาลสหรัฐฯ มีการบังคับใช้ภาษีนำเข้าสินค้าภายใต้มาตรา 301 ของกฎหมายการค้า 1974 อันเนื่องมาจากกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง (Structural Excess Capacity) โดยประเทศไทยเป็นหนึ่งใน 16 เขตเศรษฐกิจที่อยู่ระหว่างการถูกพิจารณาที่จะมีการบังคับใช้อัตราภาษีนำเข้าเพิ่มเติมจากประเด็นดังกล่าว อันอาจส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของภาคการส่งออกสินค้าไทย

2.ความเสี่ยงจากการชะลอตัวมากกว่าที่คาดของเศรษฐกิจและการค้าโลก ตลอดจนความผันผวนในตลาดการเงิน และตลาดทุน ซึ่งอาจกดดันการขยายตัวและเสถียรภาพของเศรษฐกิจไทย ซึ่งต้องติดตามการดำเนินนโยบายการเงิน ของธนาคารกลางในประเทศสำคัญที่มีแนวโน้มจะเข้มงวดมากขึ้น ตลอดจนการติดตามแนวโน้มการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน, ความเสี่ยงของประเทศที่มีเสถียรภาพเศรษฐกิจอ่อนแอ และความผันผวนจากการปรับฐานในตลาดทุนกลุ่มเทคโนโลยีดิจิทัล

3.ความเสี่ยงจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ที่จะส่งผลกระทบต่อภาคเกษตรในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ที่จะส่งผลให้ปริมาณฝนมีแนวโน้มต่ำกว่าปกติ และเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะฝนทิ้งช่วง และภัยแล้งในบางพื้นที่ ประกอบกับข้อมูลจากสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ที่พบว่าต้องเฝ้าระวังน้ำน้อยในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 3 แห่ง ซึ่งทำให้ต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อเตรียมการไม่ให้ส่งผลกระทบต่อผลิตภาพ และพื้นที่เก็บเกี่ยวในฤดูเพาะปลูกปี 2569/2570

4.ภาระหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในเกณฑ์สูง และคุณภาพสินเชื่อของธุรกิจ SMEs ที่ด้อยลง ส่งผลให้สถาบันการเงิน เพิ่มความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น ซึ่งไม่เพียงเพิ่มความเสี่ยงต่อการขาดสภาพคล่อง และการผิดนัดชำระหนี้ของ
ภาคธุรกิจ แต่ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่กดดันให้อุปสงค์ภายในประเทศชะลอตัวลงในระยะต่อไป

สภาพัฒน์ มองว่า การบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาคในช่วงที่เหลือของปี 2569 นี้ รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับประเด็นดังต่อไปนี้

1.การดูแลการผลิตภาคเกษตรและเสริมสร้างความมั่นคงด้านรายได้ของเกษตรกร โดยให้ความสำคัญกับ 1) การเตรียมความพร้อมด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ เพื่อรองรับผลกระทบจากภาวะฝนทิ้งช่วงอันเนื่องมาจากปรากฏการณ์เอลนีโญ 2) การเตรียมความพร้อมด้านปัจจัยการผลิตทางการเกษตร โดยเฉพาะปุ๋ยยูเรีย 3) การยกระดับผลิตภาพและมูลค่าเพิ่มของภาค
เกษตร

2.การรักษาการขยายตัวของภาคการส่งออกให้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง โดยให้ความสำคัญกับ 1) การลดผลกระทบจากมาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ 2) การขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการแสวงหาตลาดใหม่เพื่อกระจายความเสี่ยง 3) การรักษาแรงส่งและต่อยอดการขยายตัวของการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และสินค้าเกี่ยวเนื่องกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) 4) การสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกฎระเบียบ และมาตรการทางการค้าของประเทศคู่ค้า

3.การขับเคลื่อนการลงทุนภาคเอกชน โดยเฉพาะการเร่งรัดให้โครงการลงทุนที่ได้รับการออกบัตรส่งเสริมการลงทุนไปแล้วเกิดการลงทุนจริง โดยให้ความสำคัญกับ การอำนวยความสะดวกและการแก้ไขอุปสรรคในการลงทุน, การพัฒนาระบบนิเวศให้เอื้อต่อการลงทุน และ การสร้างประโยชน์ต่อเนื่องจากการลงทุนจากต่างประเทศให้แก่ผู้ประกอบการภายในประเทศ

4.การรักษาแรงสนับสนุนจากการใช้จ่ายภาครัฐ และการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน โดยให้ความสำคัญกับ 1) การเตรียมความพร้อมของโครงการลงทุน เพื่อให้สามารถก่อหนี้ผูกพันและเบิกจ่ายได้อย่างรวดเร็วตั้งแต่ต้นปีงบประมาณ 2) การดำเนินโครงการภายใต้ พ.ร.ก.กู้เงินฯ โดยเฉพาะในแผนงานที่ 2 ให้เบิกจ่ายและสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ 3) เร่งผลักดันการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ผ่านการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) และการระดมทุนผ่านกองทุน Thailand Future Fund 4) การรักษาพื้นที่ทางการคลังให้เพียงพอสำหรับการรองรับสถานการณ์ความไม่แน่นอนในอนาคต

5.การเตรียมความพร้อมรองรับความเสี่ยงจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง โดยเฉพาะผลกระทบจากการเพิ่มขึ้นของราคาพลังงาน และการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน โดยให้ความสำคัญกับ 1) การบริหารจัดการความมั่นคงทางพลังงาน 2) การดูแลความเพียงพอของวัตถุดิบและสินค้าขั้นกลางที่สำคัญต่อภาคการผลิต และ 3) การติดตามผลกระทบจากความผันผวนของราคาพลังงานต่อระดับราคาสินค้า และต้นทุนการผลิตอย่างใกล้ชิด

โดย กษมาพร กิตติสัมพันธ์


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ