หลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีของจีน ได้ออกมาเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่เร่งออกมาตรการสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ หลังข้อมูลล่าสุดส่งสัญญาณว่าเศรษฐกิจชะลอตัวลงในทุกภาคส่วนในเดือนก.ค. และการเติบโตทางเศรษฐกิจมีแนวโน้มต่ำกว่าเป้าหมายรายปีที่รัฐบาลกำหนดไว้
หลี่กล่าวในการประชุมคณะรัฐมนตรีจีนซึ่งจัดขึ้นในวันจันทร์ (17 ส.ค.) โดยระบุว่า เราต้องยึดมั่นในเป้าหมายการพัฒนา ตลอดจนนำนโยบายที่มีอยู่มาใช้ให้เกิดประสิทธิผลสูงสุด และเร่งกำหนดนโยบายเพิ่มเติมที่นำไปปฏิบัติได้จริงและมีประสิทธิภาพโดยเร็ว
ทั้งนี้ หลี่เรียกร้องให้เจ้าหน้าที่จีนใช้ความพยายามอย่างเต็มที่เพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมประจำปี ขณะเดียวกันเขาให้คำมั่นที่จะเร่งการเปลี่ยนผ่านของจีนไปสู่การสร้างแรงขับเคลื่อนการเติบโตแบบใหม่ โดยระบุว่ารัฐบาลจะมุ่งเน้นไปที่โครงการขนาดใหญ่ เช่น โครงข่ายหลักทั้งหก (Six Networks) และภาคส่วนที่มีห่วงโซ่อุปทานครอบคลุมและมีน้ำหนักทางเศรษฐกิจสูง เพื่อกระตุ้นอุปสงค์ภายในประเทศ
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีจีนให้คำมั่นว่าจะเร่งเบิกจ่ายงบประมาณของรัฐบาล ตลอดจนเพิ่มการสนับสนุนการลงทุนในอุตสาหกรรมเกิดใหม่และโครงสร้างพื้นฐานรูปแบบใหม่ อีกทั้งยกระดับการบริโภค
การให้คำมั่นสัญญาของนายกรัฐมนตรีจีนมีขึ้นหลังจากสำนักงานสถิติแห่งชาติจีน (NBS) เปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจที่อ่อนแอในวันจันทร์ โดยระบุว่า ยอดค้าปลีกขยับขึ้นเพียง 0.6% ในเดือนก.ค. เมื่อเทียบรายปี ซึ่งชะลอตัวลงจากเดือนมิ.ย. ที่เพิ่มขึ้น 1% และต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้น 1.5%
ขณะที่ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนก.ค. ปรับตัวขึ้น 4.5% เมื่อเทียบรายปี ชะลอตัวลงจากเดือนมิ.ย.ที่ขยายตัว 5.3% และต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 4.8%
ส่วนการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรในเขตเมือง ซึ่งรวมถึงอสังหาริมทรัพย์และโครงสร้างพื้นฐาน ปรับตัวลง 6.7% ในช่วง 7 เดือนแรกนับจนถึงสิ้นเดือนก.ค. เมื่อเทียบรายปี ซึ่งแย่กว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะลดลง 6% และหนักกว่าช่วง 6 เดือนแรกที่ลดลง 5.7%
รายงานของสำนักงานสถิติฯ ยังระบุว่า อัตราว่างงานในเขตเมืองของจีนเพิ่มขึ้นแตะระดับ 5.2% ในเดือนก.ค. จากระดับ 5% ในเดือนมิ.ย.
หลังการเปิดเผยข้อมูลเหล่านี้ นักเศรษฐศาสตร์หลายรายคาดการณ์ว่า การเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) จะลดลงต่ำกว่าเป้าหมายรายปีที่รัฐบาลจีนกำหนดไว้ที่กรอบ 4.5%-5% มากยิ่งขึ้น หลังจาก GDP ในไตรมาส 2/2569 ขยายตัวเพียง 4.3% ซึ่งเป็นการขยายตัวที่ช้าที่สุดนับตั้งแต่ช่วงปลายปี 2565
โดย รัตนา พงศ์ทวิช/ปรียพรรณ มีสุข