นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบร่างกฎหมายสำคัญด้านตลาดทุนจำนวน 4 ฉบับ ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ เพื่อปรับปรุงกฎหมายให้มีความเหมาะสมกับพัฒนาการของตลาดทุนและระบบการเงินในปัจจุบัน ตลอดจนเพิ่มประสิทธิภาพในการกำกับดูแลและส่งเสริมศักยภาพการแข่งขันของตลาดทุนไทย ประกอบด้วย
1. ร่างพ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. . เพื่อปรับปรุงหลักเกณฑ์และกลไกการกำกับดูแลตลาดทุนให้มีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับบริบทของตลาดทุนที่เปลี่ยนแปลงไป มีสาระสำคัญ ได้แก่
ด้านเทคโนโลยี เพิ่มการกำกับดูแลผู้ให้บริการระบบที่มีนัยสำคัญต่อตลาดทุน (Digital Infrastructure) และรองรับการส่ง รับ โฆษณา ประกาศ เอกสารหรือข้อมูลด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ให้ชัดเจนและมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย
ยกระดับการกำกับ Gatekeepers ครอบคลุมผู้สอบบัญชีและสำนักงานสอบบัญชี ที่ปรึกษาทางการเงิน (FA) ผู้ประเมินราคาทรัพย์สิน (Valuer) สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (CRA) ทั้งในและต่างประเทศ และบุคลากรในธุรกิจหลักทรัพย์ ทำให้กำกับดูแลสำนักงานสอบบัญชีได้โดยตรงตลอด gatekeeper chain
การบังคับใช้กฎหมาย ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ ก.ล.ต. มีอำนาจสอบสวนร่วมกับพนักงานสอบสวนหรือพนักงานสอบสวนคดีพิเศษในคดี high impact และปรับโครงสร้างโทษเป็นมาตรการปรับเป็นพินัยให้ได้สัดส่วนกับความรุนแรงของการกระทำผิด
2.ร่างพ.ร.บ.สัญญาซื้อขายล่วงหน้า พ.ศ. . เพื่อปรับปรุงกฎหมายและหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ให้รองรับพัฒนาการของผลิตภัณฑ์และธุรกรรมทางการเงิน สาระสำคัญ อาทิ
รองรับกระบวนการทางอิเล็กทรอนิกส์ ในการส่ง รับ โฆษณา ประกาศ เอกสารหรือข้อมูล ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น
เพิ่มอำนาจสอบสวนร่วม ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ ก.ล.ต. สอบสวนร่วมกับพนักงานสอบสวนหรือพนักงานสอบสวนคดีพิเศษในคดี high impact
3.ร่างพ.ร.บ.ทรัสต์เพื่อธุรกรรมในตลาดทุน พ.ศ. . เพื่อปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจัดตั้งและการดำเนินธุรกรรมในรูปแบบทรัสต์ ให้มีความเหมาะสมและสนับสนุนการพัฒนาตลาดทุน สาระสำคัญ อาทิ
รองรับกระบวนการทางอิเล็กทรอนิกส์ ในการส่ง รับ โฆษณา ประกาศ เอกสารหรือข้อมูล ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวก ลดภาระและระยะเวลาการดำเนินการของประชาชนและผู้ประกอบธุรกิจ
4.ร่างพ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. . เพื่อปรับปรุงหลักเกณฑ์การกำกับดูแลธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลให้สอดรับกับพัฒนาการของตลาดและรูปแบบธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว สาระสำคัญ อาทิ
เพิ่มอำนาจสอบสวนร่วม ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ ก.ล.ต. สอบสวนร่วมกับพนักงานสอบสวนหรือพนักงานสอบสวนคดีพิเศษในคดี high impact เพื่อให้กระบวนการก่อนฟ้องรวบรัด รวดเร็ว และสมบูรณ์ยิ่งขึ้น
การปรับปรุงร่างกฎหมายตลาดทุนชุดนี้ ช่วยยกระดับตลาดทุนไทยใน 3 มิติสำคัญ ได้แก่
1.เพิ่มประสิทธิภาพและความทันสมัยของตลาดทุน ให้รองรับกระบวนการทางอิเล็กทรอนิกส์ได้ดีขึ้น รวมทั้งเชื่อมโยงกับกฎหมายอื่น เพื่อให้กฎเกณฑ์ต่าง ๆ เดินไปในทิศทางเดียวกันและสอดคล้องกับมาตรฐานสากล
2.เสริมสร้างความเชื่อมั่นของผู้ลงทุน ผ่านการกำกับดูแลและการบังคับใช้กฎหมายที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยต้องการขยายการกำกับไปถึงกลุ่มที่ทำหน้าที่เป็น Gate Keeper ของตลาดทุน เช่น สำนักงานสอบบัญชี และ Rating Agency เพื่อให้มีความรับผิดชอบมากขึ้นและช่วยให้ตลาดทุนมีความโปร่งใส
3.เพิ่มประสิทธิภาพการกำกับดูแลการระดมทุน และผู้ที่เกี่ยวข้องกับตลาดทุน (ผู้ประกอบธุรกิจ ตลาดรองและองค์กรที่เกี่ยวเนื่อง ผู้ให้บริการที่เกี่ยวเนื่องกับตลาดทุน) เพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมาย โดยเฉพาะคดีสำคัญที่มีผลกระทบสูง ซึ่งจะเปิดทางให้เจ้าพนักงานของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) สามารถเข้าร่วมเป็นพนักงานสอบสวนกับตำรวจ เพื่อใช้ความเชี่ยวชาญด้านตลาดทุนและกฎหมายเข้ามาช่วยดำเนินคดี
อันจะเป็นการช่วยวางรากฐานตลาดทุนไทยให้มีความน่าเชื่อถือ โปร่งใส และสามารถแข่งขันได้ในระยะยาว สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งพัฒนาระบบเศรษฐกิจและตลาดทุน ให้เป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนการเติบโตของประเทศ เป็นมาตรฐานสากล เพื่อรองรับเศรษฐกิจดิจิทัลในอนาคตด้วย
นายเอกนิติ กล่าวว่า ร่างกฎหมายทั้ง 4 ฉบับ เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของตลาดทุนไทย โดยต้องปรับกฎหมายที่ใช้มานานให้ทันกับเศรษฐกิจดิจิทัล สอดคล้องกับมาตรฐานสากลและธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และเชื่อมโยงกับกฎหมายอื่นให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน
การบังคับใช้กฎหมาย โดยเฉพาะในคดีสำคัญ อย่างที่เราเห็น ถ้าไปรอตามขั้นตอนของกฎหมายปกติจะใช้เวลานาน เราถึงพยายามลดขั้นตอนให้เจ้าพนักงานของ ก.ล.ต. สามารถไปร่วมในชั้นสอบสวนได้เลย จะได้อาศัยความชำนาญพิเศษของ ก.ล.ต. ในด้านเศรษฐกิจตรงนี้ มาทำงานร่วมกับตำรวจ เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายมีประสิทธิภาพมากขึ้น นายเอกนิติ กล่าว
ด้าน นางพรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ ก.ล.ต. กล่าวว่า กฎหมายทั้ง 4 ฉบับเป็นกฎหมายหลักที่ ก.ล.ต.ใช้ในการกำกับและพัฒนาตลาดทุนไทย ทั้งกฎหมายหลักทรัพย์ สัญญาซื้อขายล่วงหน้า ทรัสต์เพื่อธุรกรรมในตลาดทุน และกฎหมายสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งการปรับกฎหมายครั้งนี้ จะเข้ามาเติมเต็มจากกฎหมายที่เกี่ยวกับหลักทรัพย์อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งกระทรวงการคลัง ได้ผลักดันไปก่อนหน้านี้ โดยกฎหมายชุดใหม่ จะรองรับองค์ประกอบอื่น ๆ เช่น นายทะเบียนและแพลตฟอร์ม เพื่อให้บริการตลาดทุนในรูปแบบดิจิทัลเชื่อมโยงกันได้ครบวงจรมากขึ้น
กฎหมาย 4 ฉบับจะเข้ามาเติมองค์ประกอบต่าง ๆ ทั้งหน่วยงานและแพลตฟอร์ม ให้ตลาดทุนดิจิทัลครบวงจรมากขึ้น ลดภาระผู้ประกอบธุรกิจ และช่วยให้นักลงทุนรายย่อยเข้าถึงตลาดทุนได้สะดวกขึ้นด้วยต้นทุนที่ต่ำลง นางพรอนงค์ กล่าว
สำหรับการเปิดทางให้ ก.ล.ต. เข้าร่วมเป็นพนักงานสอบสวนกับตำรวจนั้น จะใช้ในกรณีหรือคดีที่มีผลกระทบ และมูลค่าความเสียหายสูง (High Impact) โดยรายละเอียดจะต้องไปกำหนดในกฎเกณฑ์รองของ ก.ล.ต. ซึ่งจะพิจารณาทั้งมูลค่าความเสียหาย และลักษณะของความผิด เช่น คดีทุจริตหรือความผิดอาญาร้ายแรง
ทั้งนี้ กระบวนการในปัจจุบันนั้น ก.ล.ต.จะทำหน้าที่ตรวจสอบ รวบรวมข้อมูล และกล่าวโทษไปยังพนักงานสอบสวน เช่น ตำรวจหรือกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ก่อนที่หน่วยงานเหล่านั้นจะนำข้อมูลไปจัดทำสำนวนต่อตามกระบวนการของกฎหมาย ซึ่งในคดีทุจริต ขั้นตอนจากตำรวจไปถึงอัยการใช้เวลาเฉลี่ยประมาณ 2 ปี กับอีก 3-6 เดือน แต่การเปิดทางให้ ก.ล.ต. และตำรวจทำงานร่วมกันในคดี High Impact นี้ จะทำให้บางขั้นตอนสามารถทำควบคู่กันได้ และคาดว่าจะช่วยลดระยะเวลาลงได้ อีกทั้งจะทำให้การทำงานร่วมกันมีรูปแบบที่ชัดเจน และเป็นระบบมากขึ้น
อีกประเด็นสำคัญคือการเพิ่มอำนาจ ก.ล.ต.ในการกำกับดูแล สำนักงานสอบบัญชี จากเดิมที่ ก.ล.ต.กำกับผู้สอบบัญชีที่ได้รับใบอนุญาตให้ทำงานในตลาดทุน เป็นการเปิดทางให้ ก.ล.ต. สามารถกำกับสำนักงานสอบบัญชีได้มากขึ้น รวมถึง Gate Keeper อื่น ๆ เช่น Credit Rating Agency และ FA เพื่อให้การกำกับดูแลครอบคลุมมากขึ้น และสอดคล้องกับแนวทางสากล แต่ไม่ได้กำกับสำนักงานสอบบัญชีโดยตรง
นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ร่าง พ.ร.บ. ทั้ง 4 ฉบับเป็นการปรับปรุงกฎหมายให้ทันสมัย สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ส่งเสริมการแข่งขัน ลดภาระและต้นทุนของผู้ประกอบธุรกิจ ตลอดจนคุ้มครองผู้ลงทุนให้สามารถเข้าถึงข้อมูลการลงทุนที่โปร่งใสและเชื่อถือได้ ลดความเสี่ยงจากการกระทำที่ไม่เป็นธรรมในตลาดทุน ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ลงทุน
ในส่วนของภาครัฐ จะมีเครื่องมือกำกับดูแลและบังคับใช้กฎหมายที่มีความรวดเร็ว และได้สัดส่วนกับลักษณะความผิด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในคดีการกระทำความผิดบางประเภทที่มีผลกระทบต่อตลาดทุน และเศรษฐกิจของประเทศอย่างรุนแรง ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นของผู้ลงทุนทั้งในและต่างประเทศ อันจะช่วยสนับสนุนการพัฒนาตลาดทุนไทยให้เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว
โดย ฐานิสร์ ทองนอก/รัชดา คงขุนเทียน