ผู้ว่าฯ ธปท. โต้กระแสคาดคงดอกเบี้ยยาว ชี้ยังเปิดทางปรับขึ้นหรือลง ขึ้นกับข้อมูลเป็นหลัก

ข่าวต่างประเทศ Thursday August 27, 2026 17:48 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โต้แย้งกระแสคาดการณ์ที่ว่าธนาคารกลางจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายเป็นระยะเวลานาน โดยระบุว่า ธปท. ไม่ได้ผูกมัดว่าจะต้องตรึงดอกเบี้ยนานเท่าไร และการตัดสินใจครั้งต่อไปอาจเป็นได้ทั้งการปรับขึ้นหรือปรับลดอัตราดอกเบี้ย

นายวิทัยให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวบลูมเบิร์กว่า ยังไม่สามารถบอกได้ในตอนนี้ว่าธนาคารกลางจะต้องคงดอกเบี้ยไปอีกยาวนานหรือไม่ พร้อมย้ำว่าการตัดสินใจของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) 7 คน จะยังคงพิจารณาจากข้อมูลเศรษฐกิจที่ได้รับในแต่ละช่วงเวลาเป็นหลัก

การแสดงความเห็นดังกล่าว ซึ่งถือเป็นการให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศครั้งแรกนับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนต.ค. ที่ผ่านมา สวนทางกับการคาดการณ์ของตลาดที่มองว่า ธปท. จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% ต่อไปอีกระยะหนึ่ง หลังจากที่ กนง. มีมติคงอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งที่สามติดต่อกันในการประชุมเมื่อวันพุธที่ผ่านมา

นายวิทัยระบุว่า ขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะสนับสนุนการปรับขึ้นหรือลดดอกเบี้ย โดยการตัดสินใจในอนาคตจะขึ้นอยู่กับทิศทางเงินเฟ้อ ค่าเงินบาท และแนวโน้มเศรษฐกิจ

ทั้งนี้ ในการประชุมวันพุธที่ผ่านมา นักเศรษฐศาสตร์ทั้ง 23 ราย จากการสำรวจของสำนักข่าวบลูมเบิร์ก ต่างคาดการณ์ตรงกันว่า ธปท. จะคงอัตราดอกเบี้ย ซึ่งรวมถึงนักเศรษฐศาสตร์จาก Standard Chartered Plc และ Maybank Securities ที่มองว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยอาจถูกตรึงไว้ที่ระดับเดิมยาวไปจนถึงสิ้นปี 2570

อย่างไรก็ตาม ผู้ว่าฯ ธปท. กล่าวด้วยว่า การคงดอกเบี้ยต่ำเป็นเวลานานเกินไปแฝงไว้ด้วยความเสี่ยง และผู้กำหนดนโยบายจำเป็นต้องรักษาความยืดหยุ่นเผื่อสถานการณ์เปลี่ยนแปลง

นายวิทัยกล่าวต่อไปว่า ธปท. อาจพิจารณาปรับขึ้นดอกเบี้ยได้หากเงินเฟ้อยืดเยื้อกว่าที่คาดการณ์ไว้ หรือหากเงินบาทอ่อนค่าลงอย่างรุนแรงตามสกุลเงินอื่น ๆ ในเอเชีย ในทางกลับกัน หากเกิดแรงกระแทกทางเศรษฐกิจระลอกใหม่ ก็อาจเป็นเหตุผลให้ ธปท. พิจารณาปรับลดดอกเบี้ย พร้อมยกตัวอย่างสถานการณ์ในลักษณะ mini-Covid

ผู้ว่าฯ ธปท. กล่าวว่า การลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมอาจส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจจำกัด เนื่องจากภาวะทางการเงินในปัจจุบันถือว่าผ่อนคลายมากอยู่แล้ว ขณะที่การส่งผ่านนโยบายผ่านระบบธนาคารพาณิชย์เพื่อกระตุ้นสินเชื่อและการบริโภคยังทำได้ไม่เต็มที่ นอกจากนี้ การตรึงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับต่ำมากเป็นเวลานานยังมีต้นทุนตามมา ทั้งผลตอบแทนที่ลดลงสำหรับผู้ฝากเงิน ความเสี่ยงจากการจัดสรรเงินทุนที่ไม่มีประสิทธิภาพ และพื้นที่ในการใช้นโยบายที่ลดลงหากเกิดวิกฤตหรือแรงกระแทกทางเศรษฐกิจในอนาคต

ในประเด็นเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน นายวิทัยระบุว่า ธปท. เข้าไปดูแลตลาดเงินตราต่างประเทศอย่างใกล้ชิดภายใต้ข้อจำกัดที่มีอยู่ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อลดความผันผวนของค่าเงิน มากกว่าที่จะเป็นการแทรกแซงเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการค้า ซึ่ง ธปท. สามารถดำเนินการได้ทั้งสองฝั่ง ทั้งการเข้าซื้อดอลลาร์เมื่อเงินบาทแข็งค่าเร็วเกินไป และการขายดอลลาร์เมื่อเงินบาทอ่อนค่าลงรุนแรง

โดยปกติแล้ว ธปท. จะเข้ามาดูแลเมื่อมีกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายขนาดใหญ่ที่อาจส่งผลให้ค่าเงินผันผวนอย่างฉับพลัน ยกตัวอย่างเช่น การเข้ามาของเงินทุนไหลเข้าจากการลงทุนตรงจากต่างประเทศ (FDI) จำนวนมาก อาจทำให้เกิดความต้องการเงินบาทสูงเกินไปในตลาดไทยที่มีขนาดเล็ก ธปท. จึงต้องเข้ามาลดความผันผวนดังกล่าว

ทั้งนี้ ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ค่าเงินบาทปรับตัวลดลงประมาณ 4% เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ แต่ยังคงทำผลงานได้ดีกว่าเพื่อนบ้านในภูมิภาคหลายประเทศ เช่น รูเปียห์อินโดนีเซีย และรูปีอินเดีย ที่ต่างปรับตัวลดลงเกือบ 6%

อย่างไรก็ดี ในช่วงเดือนนี้ เงินบาทเริ่มกลับมาแข็งค่าขึ้นราว 2% ส่งผลให้เป็นหนึ่งในสกุลเงินในภูมิภาคเอเชียที่มีผลงานดีที่สุดเป็นอันดับ 3 ซึ่งนายวิทัยชี้ว่า การเคลื่อนไหวของเงินบาทล่าสุดมาจากหลายปัจจัยผสมผสาน ทั้งปัจจัยพื้นฐาน การเคลื่อนไหวของดอลลาร์ การเก็งกำไร และกระแสเงินทุน โดยแม้จะมีแรงขายทองคำที่ส่งผลให้บาทแข็งค่าขึ้นบ้าง แต่ปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนการแข็งค่าในรอบล่าสุดนี้คือทิศทางของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐเป็นสำคัญ


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ