สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดบวกในวันพฤหัสบดี (26 ส.ค.) หลังจากหนังสือพิมพ์วอลล์สตรีท เจอร์นัลรายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ไม่สนใจที่จะกลับไปใช้เงื่อนไขตามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ที่เคยตกลงไว้กับอิหร่านเมื่อเดือนมิ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งข่าวดังกล่าวทำให้นักลงทุนกังวลว่าการเจรจาสันติภาพเพื่อยุติความขัดแย้งระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ อาจหยุดชะงัก
ทั้งนี้ สัญญาน้ำมันดิบ WTI [WTI.X] ส่งมอบเดือนต.ค. เพิ่มขึ้น 1.30 ดอลลาร์ หรือ 1.58% ปิดที่ 83.53 ดอลลาร์/บาร์เรล
ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) [BRENT.X] ส่งมอบเดือนต.ค. เพิ่มขึ้น 1.86 ดอลลาร์ หรือ 2.12% ปิดที่ 89.70 ดอลลาร์/บาร์เรล
แหล่งข่าวเปิดเผยกับวอลล์สตรีท เจอร์นัลว่า รัฐบาลทรัมป์ได้เน้นย้ำกับประเทศที่ทำหน้าที่เป็นคนกลางว่า เขาไม่มีความสนใจที่จะฟื้นฟูข้อตกลง MOU ที่ทำร่วมกับอิหร่านในเดือนมิ.ย. ซึ่งท่าทีดังกล่าวของสหรัฐฯ ส่งผลให้ความพยายามทางการทูตที่ดำเนินมาตลอดสัปดาห์นี้มีความซับซ้อนยิ่งขึ้น
ด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้กล่าวกับผู้สื่อข่าวที่ทำเนียบขาวในเวลาต่อมาว่า สหรัฐฯ ไม่ต้องการพูดคุยกับอิหร่าน และจะมุ่งเน้นไปที่การใช้มาตรการทางเศรษฐกิจเพื่อกดดันอิหร่าน และจะลงโทษประเทศที่ทำธุรกิจกับอิหร่านเช่นกัน
ขณะที่โฆษกของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน (IRGC) ระบุว่า ช่องแคบฮอร์มุซจะยังไม่เปิดให้เรือสัญจร จนกว่าสหรัฐฯ จะปฏิบัติตามเงื่อนไขของอิหร่านภายใต้ข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวที่ทำร่วมกันในเดือนมิ.ย. โดยเงื่อนไขดังกล่าวรวมถึงการยุติการปิดล้อมทางทะเลต่ออิหร่าน การชดเชยความเสียหาย และการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรอิหร่าน
สำหรับความเคลื่อนไหวอื่น ๆ นั้น บริษัท Kuwait Integrated Petroleum Industries ของรัฐบาลคูเวต ได้เริ่มเดินเครื่องการกลั่นน้ำมันดิบที่โรงกลั่น Al-Zour อีกครั้ง หลังจากโรงกลั่นดังกล่าวถูกโดรนของอิหร่านโจมตีในเดือนพ.ค.
ส่วนสถานการณ์ตึงเครียดระหว่างรัสเซียกับยูเครนทวีความรุนแรงมากขึ้น หลังจากรัสเซียเตือนว่าอาจจะโจมตีเป้าหมายทางทหารของอังกฤษทั้งภายในและภายนอกยูเครน เพื่อตอบโต้ยูเครนที่โจมตีรัสเซียด้วยขีปนาวุธพิสัยไกลที่สนับสนุนโดยอังกฤษ
โดย รัตนา พงศ์ทวิช