มองมุมต่าง: เปิด Scenario SET 2,000 จุด ในจินตนาการของ เอกนิติ ต้องเกิดอะไรขึ้น ?

ข่าวหุ้น-การเงิน Friday August 28, 2026 13:05 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์

คำกล่าวของ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่คาดหวังให้ดัชนีหุ้นไทยขึ้นไปแตะ 2,000 จุดภายในปีนี้ จากงาน Thailand Focus 2026: Reignite Thailand ฟังดูเหมือนเป็นความฝันที่ไกลพอสมควร เพราะจากระดับ 1,601 จุด SET Index ยังต้องปรับขึ้นอีก 399 จุด หรือประมาณ 24.92%

แต่หากมองผ่านตัวเลขกำไรบริษัทจดทะเบียน เป้าหมาย 2,000 จุดไม่ใช่จะเป็นไปไม่ได้ เพียงแต่ต้องอาศัยหลายเงื่อนไขเกิดขึ้นพร้อมกัน และที่สำคัญต้องเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่แค่แรงเก็งกำไรระยะสั้น

สมมติฐานแรกคือ กำไรของบริษัทจดทะเบียนต้องทำได้ตามที่ตลาดคาดจริง หาก Bloomberg Consensus ประเมินกำไรต่อหุ้นของตลาด (Market EPS) ปีนี้ไว้ประมาณ 109-110 บาท ดัชนีที่ 2,000 จุดจะเท่ากับ Forward P/E ประมาณ 18.2-18.3 เท่า

กล่าวอีกแบบคือ กำไรตลาดไม่จำเป็นต้องเติบโตแบบก้าวกระโดด แต่ตลาดต้องยอมจ่ายราคาแพงขึ้นให้กับกำไรทุกหนึ่งบาท จากความเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจ การลงทุน และกำไรบริษัทจดทะเบียนจะเติบโตต่อเนื่องในปีถัดไป

อย่างไรก็ตาม หากตลาดให้ P/E เพียง 17.5 เท่า ดัชนี SET ที่เหมาะสมจะอยู่ประมาณ 1,908-1,925 จุด และหากให้ P/E 18 เท่า จะอยู่ประมาณ 1,962-1,980 จุด ดังนั้น การจะเห็น SET แตะ 2,000 จุดจริง นอกจาก EPS ต้องทำได้ใกล้ 110 บาทแล้ว ตลาดยังต้องได้รับการ Re-rate ขึ้นไปเหนือ 18 เท่าเล็กน้อยด้วย

นี่จึงไม่ใช่เรื่องของกำไร บจ.เพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของความเชื่อมั่นว่านโยบายวันนี้จะสามารถสร้างกำไรในวันข้างหน้าได้จริง

เงื่อนไขสำคัญที่สุดคือ การลงทุนภายในประเทศและ FDI ต้องเปลี่ยนจากตัวเลขคำขอรับการส่งเสริมไปสู่การลงทุนจริง ทั้งการซื้อที่ดิน ก่อสร้างโรงงาน สั่งซื้อเครื่องจักร จ้างแรงงาน และเชื่อมต่อผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

ปัจจุบันรัฐบาลตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนการลงทุนจากประมาณ 20% เป็น 30% ของ GDP ขณะที่ยอดคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศในช่วงครึ่งปีแรกมีมูลค่ากว่า 1.47 ล้านล้านบาท แต่สิ่งที่ตลาดต้องการเห็นหลังจากนี้คือการเบิกจ่ายและการลงทุนที่เกิดขึ้นจริง

หาก FDI เดินหน้าต่อเนื่อง กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม โรงไฟฟ้า พลังงานสะอาด อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง โลจิสติกส์ ธนาคาร และวัสดุก่อสร้างจะได้รับประโยชน์เป็นลำดับ ขณะที่เม็ดเงินลงทุนด้านพลังงานราว 2 แสนล้านบาทจะช่วยสร้างงาน ลดการนำเข้าพลังงาน และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ไม่ใช่เพียงสร้างธีมเก็งกำไรในตลาดหุ้น

เงื่อนไขต่อมาคือ Fund Flow ต่างชาติต้องไหลเข้าต่อเนื่อง จากข้อมูลที่นำเสนอในงาน Thailand Focus ตลาดหุ้นไทยกลับมาเป็นตลาดเดียวในเอเชียที่ต่างชาติซื้อสุทธิราว 1.8 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่ SET ฟื้นตัวโดดเด่นเมื่อเทียบกับหลายตลาดทั่วโลก แต่เงินต่างชาติที่ไหลเข้ามาเพราะราคาหุ้นถูก

และสิ่งที่จะรักษาเงินก้อนนี้ให้อยู่ต่อคือกำไรบริษัทจดทะเบียน เสถียรภาพทางการเมือง ความต่อเนื่องของนโยบาย และการลงทุนภาครัฐที่ดำเนินได้ตามแผน

นอกจากนี้ รัฐบาลยังต้องสร้าง ผู้ซื้อระยะยาวในประเทศ ขึ้นมารองรับตลาด ผ่าน TISA หรือ Thailand Individual Savings Account แต่หัวใจสำคัญคือ TISA ควรเป็นเม็ดเงินออมใหม่ที่เพิ่มเติมจากฐานเดิม ไม่ใช่เพียงย้ายเงินจาก RMF หรือกองทุนสำรองเลี้ยงชีพมาใส่ชื่อใหม่

ตัวอย่างเช่น หากผู้ลงทุนมีวงเงิน RMF และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพรวม 500,000 บาท การเพิ่ม TISA อีก 500,000 บาทจะสร้างวงเงินออมระยะยาวรวมเป็น 1 ล้านบาท แต่หาก TISA กลายเป็นเพียงวงเงินรวม 600,000 บาท เท่ากับว่าระบบได้เงินใหม่เพิ่มเพียง 100,000 บาท ผลต่อสภาพคล่องและฐานเงินลงทุนระยะยาวย่อมต่างกันมาก

ขณะเดียวกัน TISA ต้องมุ่งสนับสนุนการลงทุนในตลาดทุนไทยอย่างมีนัยสำคัญ หากเปิดกว้างจนเงินส่วนใหญ่ไหลไปต่างประเทศ เป้าหมายในการเพิ่มฐานผู้ลงทุนระยะยาวและลดความผันผวนของหุ้นไทยก็อาจไม่เกิดขึ้นเต็มที่ รัฐบาลระบุว่ากำลังเร่งหารือกับสมาคมบริษัทจัดการลงทุนและตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อผลักดันมาตรการดังกล่าวให้เกิดขึ้น

อีกกลไกคือ JUMP+ ซึ่งต้องทำหน้าที่มากกว่าการเป็นโครงการประชาสัมพันธ์ บริษัทจดทะเบียนที่เข้าร่วมต้องเพิ่มประสิทธิภาพ พัฒนานวัตกรรม ปรับโครงสร้างธุรกิจ และทำให้กำไรเติบโตจริง เพราะตลาดหุ้นไม่สามารถไปถึง 2,000 จุดอย่างแข็งแรงได้ หากยังอาศัยกำไรจากกลุ่มธนาคาร พลังงาน และหุ้นขนาดใหญ่เพียงไม่กี่บริษัท

ตลาดทุนไทยจำเป็นต้องมี New Economy เข้ามาเพิ่มน้ำหนัก ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจ AI, Cloud Computing, Semiconductor, EV, Robotics, Biotechnology และพลังงานสะอาด โดยกลไก BOI-to-IPO ควรทำให้บริษัทต่างชาติที่ได้รับสิทธิประโยชน์และเข้ามาลงทุนในไทย เชื่อมโยงกับตลาดทุนไทย ถ่ายทอดเทคโนโลยี ใช้ซัพพลายเออร์ในประเทศ และเปิดโอกาสให้นักลงทุนไทยมีส่วนร่วมกับการเติบโต ไม่ใช่เข้ามาใช้สิทธิประโยชน์ ผลิตสินค้า แล้วส่งกำไรกลับประเทศเพียงอย่างเดียว

หาก SET จาก 1,600 จุดขึ้นไปถึง 2,000 จุด เท่ากับตลาดปรับขึ้นประมาณ 25% แต่ไม่ได้หมายความว่าหุ้นทุกตัวจะต้องขึ้น 25% เท่ากัน เพราะดัชนีคำนวณตามมูลค่าหลักทรัพย์ หุ้นขนาดใหญ่อย่าง DELTA, ADVANC, GULF, PTT, AOT และกลุ่มธนาคารย่อมมีอิทธิพลมากกว่าหุ้นขนาดเล็ก บางตัวอาจขึ้นมากกว่า 25% บางตัวอาจขึ้นน้อยกว่า หรืออาจปรับลงสวนตลาดก็ได้

อย่างไรก็ตาม หากนำการเพิ่มขึ้น 25% ไปจำลองกับราคาหุ้นรายตัว ภาพของ SET 2,000 จุดจะมีหน้าตาประมาณนี้

เมื่อเห็นตัวเลขเหล่านี้ สิ่งที่ต้องกังวล กำไร บจ.จะสามารถรองรับราคาหุ้นที่ปรับตัวขึ้นไปได้หรือไม่ อาทิ ADVANC จะมีผลประกอบการรองรับราคา 446.25 บาทหรือไม่ KBANK จะสร้างกำไรและผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้นเพียงพอสำหรับราคา 315 บาทหรือไม่ PTT จะมีปัจจัยพื้นฐานรองรับ 50 บาทหรือไม่ และ DELTA จะสามารถรักษาความคาดหวังของตลาดที่ราคา 322.50 บาทได้หรือไม่

เพราะดัชนี 2,000 จุดจะมีความหมายก็ต่อเมื่อราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้นมีผลประกอบการรองรับ หากดัชนีขึ้นจากการขยายตัวของ P/E เพียงอย่างเดียว โดยกำไรไม่เติบโต การขึ้นถึง 2,000 จุดอาจเกิดขึ้นได้ แต่ก็อาจอยู่ได้ไม่นาน

ในทางกลับกัน หาก FDI เปลี่ยนเป็นโรงงานจริง การลงทุนภาครัฐเกิดขึ้นจริง TISA นำเงินออมใหม่เข้าตลาดจริง JUMP+ ยกระดับกำไรบริษัทจดทะเบียนได้จริง และธุรกิจ New Economy เข้ามาเปลี่ยนโครงสร้างตลาดจริง SET 2,000 จุดก็อาจไม่ใช่เพียงตัวเลขในจินตนาการของ เอกนิติ

แต่จะกลายเป็นผลลัพธ์ของเศรษฐกิจที่ลงทุนมากขึ้น บริษัทจดทะเบียนที่ทำกำไรได้ดีขึ้น และตลาดทุนที่นักลงทุนยอมจ่ายแพงขึ้นเพราะมองเห็นอนาคตชัดเจนกว่าเดิม

การที่รัฐบาลพยายามดันราคาหุ้นให้ไปถึง ควรเป็นปลายทางที่เกิดขึ้นเอง เมื่อเศรษฐกิจ นโยบาย การลงทุน และกำไรบริษัทจดทะเบียน ที่ต้องเดินไปถึงพร้อมกัน

โดย ธิติ ภัทรยลรดี


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ