นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย พร้อมด้วย นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม นายสตีเฟน เอ็น. นเดกวา ว่าที่ผู้อำนวยการธนาคารโลกประจำประเทศไทยและเมียนมา (World Bank) และผู้บริหารระดับกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามสัญญาจ้างก่อสร้างโครงการสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา ต.เกาะใหญ่ อ.กระแสสินธุ์ จ.สงขลา ต.จองถนน อ.เขาชัยสน จ.พัทลุง และโครงการก่อสร้างสะพานเชื่อมเกาะลันตา ต.เกาะกลาง ต.เกาะลันตาน้อย อ.เกาะลันตา จ.กระบี่
โดยทั้ง 2 โครงการจะเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาโครงข่ายคมนาคมของภาคใต้ ภายใต้แนวทาง Green Transport มุ่งสู่การพัฒนาที่สมดุลและยั่งยืน
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พิธีลงนามในวันนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ภาคใต้ เพราะทั้ง 2 โครงการไม่ได้เป็นเพียงการเชื่อมต่อโครงข่ายคมนาคมให้มีความสมบูรณ์ แต่รัฐบาลตั้งใจให้เป็นสะพานแห่งโอกาส ที่เดินหน้าไปพร้อมกับ การอนุรักษ์ธรรมชาติอย่างยั่งยืน เนื่องจากพื้นที่โครงการทั้ง 2 แห่งมีความละเอียดอ่อนและมีคุณค่าทางระบบนิเวศ โดยเฉพาะทะเลสาบสงขลา ซึ่งเป็นถิ่นอาศัยของโลมาอิรวดี สัตว์ป่าคุ้มครอง และเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญของประเทศ
นายกรัฐมนตรี ย้ำว่า การพัฒนาเศรษฐกิจและการคมนาคมต้องไม่แลกมาด้วยการสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติ โดยโครงการได้รับการออกแบบและดำเนินการตามมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมในระดับสูง พร้อมกำหนดมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเข้มงวดตลอดระยะเวลาการก่อสร้าง เพื่อให้การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเกิดประโยชน์สูงสุด ควบคู่กับการรักษาระบบนิเวศ เมื่อสะพานทั้ง 2 แห่งก่อสร้างแล้วเสร็จ จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนในหลายมิติ ได้แก่
1. การเดินทางและการขนส่ง ลดระยะทางและระยะเวลาในการเดินทาง เพิ่มความปลอดภัยและความสะดวกในการสัญจร การขนส่งสินค้า รวมถึงการเข้าถึงบริการทางการแพทย์และการช่วยเหลือฉุกเฉิน
2. การส่งเสริมการท่องเที่ยว เชื่อมโยงเส้นทางท่องเที่ยวระหว่างฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน เพิ่มศักยภาพเกาะลันตาและพื้นที่โดยรอบทะเลสาบสงขลาให้เป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวที่มีศักยภาพมากยิ่งขึ้น
3. การกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น กระตุ้นเศรษฐกิจระดับฐานราก สร้างงาน สร้างอาชีพ และเพิ่มโอกาสทางรายได้ให้แก่ประชาชนและชุมชนในพื้นที่
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลพร้อมให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ เพื่อผลักดันประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางของภูมิภาคอาเซียนท่ามกลางสถานการณ์โลกที่มีความผันผวน โดยอาเซียนถือเป็นภูมิภาคที่มีความมั่นคง ปลอดภัย และปราศจากความขัดแย้งมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ดังนั้น การเสริมสร้างความมั่นคงและความร่วมมือในภูมิภาค จึงเป็นภารกิจสำคัญที่รัฐบาลให้ความสำคัญเป็นอันดับต้น ๆ
เพื่อให้สะพานทั้งสองแห่งไม่เพียงเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมโยงการเดินทางของประชาชน แต่เป็นสะพานที่เชื่อมความอยู่รอดของธรรมชาติและมนุษย์ ให้สามารถเติบโตไปด้วยกันอย่างมีความสุขและยั่งยืน นายกรัฐมนตรีกล่าว
โดย ฐานิสร์ ทองนอก/รัชดา คงขุนเทียน