สคร. จัดเก็บรายได้รัฐวิสาหกิจ 11 เดือนปีงบ 69 ได้เกินเป้า ที่ 1.97 แสนลบ. งบลงทุนเบิกจ่ายแล้ว 92%

ข่าวเศรษฐกิจ Tuesday September 1, 2026 17:17 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์

นายธิบดี วัฒนกุล ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เปิดเผยถึงภาพรวมการจัดเก็บเงินรายได้แผ่นดินของรัฐวิสาหกิจ และหลักทรัพย์ของรัฐ (กิจการที่รัฐถือหุ้นต่ำกว่า 50%) ในปีงบประมาณ 2569 ว่า สคร. มีเป้าหมายในการจัดเก็บเงินนำส่งรายได้แผ่นดิน/ เงินปันผลจากรัฐวิสาหกิจและหลักทรัพย์ของรัฐ ที่ 182,600 ล้านบาท ซึ่งจากข้อมูล ณ วันที่ 31 ส.ค. 69 สคร. สามารถจัดเก็บเงินนำส่งรายได้แผ่นดินสะสม ทั้งสิ้น 197,356 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 33,455 ล้านบาท หรือคิดเป็น 120%

โดยการจัดเก็บรายได้แผ่นดิน หรือเงินปันผลสูงสุด 10 อันดับแรก ได้แก่

1. สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล จัดเก็บรายได้ 47,388 ล้านบาท

2. บมจ ปตท. (PTT) จัดเก็บรายได้ 33,754 ล้านบาท

3. กองทุนวายุภักษ์ 1 จัดเก็บรายได้ 19,202 ล้านบาท

4. การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จัดเก็บรายได้ 18,244 ล้านบาท

5. การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) จัดเก็บรายได้ 16,011 ล้านบาท

6. ธนาคารออมสิน จัดเก็บรายได้ 13,389 ล้านบาท

7. บมจ. ท่าอากาศยานไทย (AOT) จัดเก็บรายได้ 8,100 ล้านบาท

8. ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) จัดเก็บรายได้ 6,963 ล้านบาท

9. ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จัดเก็บรายได้ 5,552 ล้านบาท

10. การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) จัดเก็บรายได้ 5,104 ล้านบาท

คาดว่าผลการจัดเก็บเงินนำส่งรายได้แผ่นดิน ประจำปีงบประมาณ 2569 จะอยู่ที่ 203,000 ล้านบาท คิดเป็น 111% ของเป้าหมายทั้งปี โดยสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ยังคงเป็นหน่วยงานที่มีผลการนำส่งรายได้แผ่นดินสูงสุด นายธิบดี กล่าว

ผู้อำนวยการ สคร. กล่าวอีกว่า ในส่วนของการเบิกจ่ายงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจในช่วง 11 เดือน ของปี 2569 (ต.ค.68 ส.ค.69) ของรัฐวิสาหกิจ 43 แห่ง ที่มีกรอบงบลงทุนปีงบประมาณ 2569 จำนวน 236,839 ล้านบาท โดยมีการเบิกจ่ายเงินลงทุนไปแล้วทั้งสิ้น 218,352 ล้านบาท หรือคิดเป็น 92.19% ซึ่งเมื่อเทียบกับปีงบประมาณ 2568 ที่เบิกจ่ายได้ 86.65% แล้ว

ทั้งนี้ ถือว่ารัฐวิสาหกิจมีประสิทธิภาพการเบิกจ่ายสูงกว่าเดิม และคาดว่า ณ สิ้นเดือน ก.ย.69 สคร. จะสามารถเร่งรัดและกำกับติดตามให้รัฐวิสาหกิจสามารถเบิกจ่ายงบลงทุนได้สูงกว่า 225,998 ล้านบาท หรือคิดเป็น 95.40% ของเป้าหมาย สูงกว่าขั้นต่ำที่รัฐบาลกำหนด

นอกจากนี้ สคร. ยังเร่งส่งเสริมให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ (PPP) และ Green PPP โดยในช่วง 11 เดือนที่ผ่านมา คณะกรรมการนโยบายการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (คณะกรรมการ PPP) ได้เห็นชอบโครงการ PPP จำนวน 5 โครงการ มูลค่ารวม 14,023 ล้านบาท ได้แก่

1. โครงการการพัฒนาและบริหารจัดการที่พักริมทาง (Rest Area) จำนวน 3 โครงการ โดยเป็นโครงการของกรมทางหลวง 2 โครงการ ได้แก่ โครงการ Rest Area บนทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 6 สายบางปะอิน นครราชสีมา มูลค่า 3,520 ล้านบาท และโครงการ Rest Area บนทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง หมายเลข 81 สายบางใหญ่ กาญจนบุรี มูลค่า 2,380 ล้านบาท และโครงการของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย 1 โครงการ ได้แก่ โครงการ Rest Area ในเขตทางพิเศษบริเวณบางโปรง บนทางพิเศษกาญจนาภิเษก (บางพลี สุขสวัสดิ์) มูลค่า 1,602 ล้านบาท

2. โครงการการจัดตั้งศูนย์บำบัดโรคมะเร็งด้วยเทคโนโลยีการฉายอนุภาคโปรตอน ของโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ เป็นโครงการร่วมลงทุนเชิงสังคมต้นแบบ ด้านสาธารณสุข วงเงินลงทุนรวม 2,568 ล้านบาท ซึ่งเป็นการยกระดับการรักษาโรคมะเร็งแบบครบวงจร รวมถึงเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับผู้ป่วยโรคมะเร็ง

3. โครงการท่าเทียบเรือ เอ5 ท่าเรือแหลมฉบัง ของการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) ความยาวหน้าท่า 697 เมตร วงเงินลงทุนรวม 3,953 ล้านบาท โดยโครงการเป็นท่าเรือที่รองรับการขนส่งรถยนต์ (Roll-On/Roll-Off : Ro/Ro) ที่จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการขนส่งทางน้ำของประเทศ

นายธิบดี กล่าวว่า ขณะนี้ สคร. อยู่ระหว่างการศึกษาแนวทางการส่งเสริมโครงการ PPP สีเขียวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green PPP) ซึ่งการดำเนินโครงการ Green PPP จะคำนึงถึงมิติด้านสิ่งแวดล้อมในการพัฒนาและดำเนินโครงการ (Green Project Design) อาทิ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกและมลพิษของเสีย การกำหนดตัวชี้วัด (Green KPI) ที่วัดผลได้ชัดเจน และการกำหนดเงื่อนไขด้านสิ่งแวดล้อมในสัญญา PPP (Green Clauses) รวมถึงการติดตาม และประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมตลอดระยะเวลาโครงการ

ในการพัฒนาโครงการ Green PPP จะมีการกำหนดมาตรการสนับสนุนแก่หน่วยงานเจ้าของโครงการ และเอกชนผู้ร่วมลงทุน รวมทั้งสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งเงินทุนสีเขียว เพื่อสร้างแรงจูงใจในการพัฒนาโครงการ Green PPP ซึ่งจะมีส่วนในการยกระดับประเทศไทยให้บรรลุเป้าหมาย Net Zero ในระยะยาวตามนโยบายของรัฐบาล ผู้อำนวยการ สคร. ระบุ

*ผลการดำเนินงานของกองทุนรวมวายุภักษ์

นายธิบดี กล่าวว่า ในปี 2569 ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index) มีการปรับตัวขึ้นอย่างมาก ในขณะที่กองทุนฯ ที่เน้นการลงทุนในหลักทรัพย์ที่มีอัตราผลตอบแทนดี มีความมั่นคง มีความยั่งยืนในการประกอบธุรกิจ และการกำกับดูแลกิจการที่ดี จึงสามารถสร้างผลการดำเนินงานที่โดดเด่นสอดรับกับทิศทางของตลาดทุนไทย

โดย ณ วันที่ 31 ก.ค. 2569 กองทุนฯ มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (Net Asset Value : NAV) 595,548.34 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2568 ซึ่งอยู่ที่ 490,390.32 ล้านบาท คิดเป็นอัตราผลตอบแทนประมาณ 28.10% โดยแบ่งเป็น NAV ของหน่วยลงทุนประเภท ก. จำนวน 155,609.10 ล้านบาท และหน่วยลงทุนประเภท ข. จำนวน 439,939.25 ล้านบาท

ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา กองทุนรวมวายุภักษ์ ได้รับปันผลไปแล้วราว 2 หมื่นล้านบาท โดย สคร. จะกำกับติดตามผลการดำเนินงานของกองทุนฯ อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้กองทุนฯ เป็นทางเลือกในการลงทุน ที่สามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีและมั่นคงให้แก่ประชาชนในระยะยาว รวมถึงเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาตลาดเงินและตลาดทุน และเศรษฐกิจของประเทศโดยรวมต่อไป นายธิบดี กล่าว

โดย คลฦ/ กษมาพร กิตติสัมพันธ์


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ