ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบในวันอังคาร (1 ก.ย.) โดยตลาดถูกกดดันจากการพุ่งขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรทั่วโลก รวมทั้งราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวสูงขึ้น อันเนื่องมาจากความขัดแย้งระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ ที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น
- ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ [DJI.X] ปิดที่ 52,766.88 จุด ลดลง 419.02 จุด หรือ -0.79%
- ดัชนี S&P500 [SP500.X] ปิดที่ 7,631.47 จุด ลดลง 54.67 จุด หรือ -0.71%
- ดัชนี Nasdaq [NASDAQ.X] ปิดที่ 26,099.77 จุด ลดลง 271.12 จุด หรือ -1.03%
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี พุ่งขึ้นแตะระดับ 4.7880% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 20 เดือน ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอายุ 10 ปี พุ่งแตะระดับ 3% เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2539
ส่วนในสหราชอาณาจักร อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี พุ่งแตะ 5.2341% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมิ.ย. 2551 ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลเยอรมนีอายุ 10 ปี พุ่งแตะ 3.3546% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 52 สัปดาห์ ทั้งนี้ โดยทั่วไปแล้ว อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลเยอรมนีถือเป็นตัวชี้วัดต้นทุนการกู้ยืมในกลุ่มประเทศยูโรโซน
การพุ่งขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลเกิดขึ้นหลังจากสหรัฐฯ และอิหร่านกลับมาเปิดฉากโจมตีตอบโต้กันบริเวณช่องแคบฮอร์มุซในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้น และทำให้นักลงทุนคาดการณ์ว่าธนาคารกลางต่าง ๆ อาจจำเป็นต้องเร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ
ล่าสุด เครื่องมือ FedWatch Tool ของ CME บ่งชี้ว่านักลงทุนให้น้ำหนัก 68.2% ในการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมเดือนก.ย. ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 39.6% เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว
นักวิเคราะห์จากบริษัท Baird ให้ความเห็นว่า หลังจากที่เควิน วอร์ช ประธานเฟด ส่งสัญญาณคุมเข้มนโยบายการเงินบนเวทีประชุมที่แจ็กสัน โฮล เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ตลาดก็ถูกซ้ำเติมด้วยข่าวการโจมตีในอิหร่านและราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้น นอกจากนี้ ความอ่อนแอตามฤดูกาลก็เป็นปัจจัยกดดันตลาดเช่นกัน โดยข้อมูลจาก Fisher Investments ระบุว่า เดือนก.ย.เป็นเดือนเดียวที่มีผลตอบแทนเฉลี่ยติดลบนับตั้งแต่ปี 2469
ราคาน้ำมันดิบ WTI [WTI.X] พุ่งขึ้น 5.2% และราคาน้ำมันดิบเบรนท์ [BRENT.X] พุ่งขึ้น 4.6% ท่ามกลางความวิตกกังวลว่าอุปทานน้ำมันในตลาดโลกอาจเผชิญภาวะชะงักงัน หลังจากกองทัพสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีทางอากาศถล่มเป้าหมายในอิหร่านบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ โดยการโจมตีระลอกใหม่นี้เกิดขึ้นหลังจากสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ระบุว่า สหรัฐฯ เตรียมประกาศมาตรการคว่ำบาตรธนาคารอิหร่านเพื่อเพิ่มแรงกดดันทางเศรษฐกิจเศรษฐกิจ ในขณะที่อิหร่านเตือนว่าจะขัดขวางการส่งออกน้ำมันออกจากอ่าวเปอร์เซีย
หุ้น 7 ใน 11 กลุ่มในดัชนี S&P500 ปิดในแดนลบ นำโดยหุ้นกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือยร่วงลง 1.9% ตามด้วยหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมร่วงลง 1.4% ส่วนหุ้นกลุ่มพลังงานปรับตัวขึ้นมากที่สุด โดยพุ่งขึ้น 1.54% ตามด้วยหุ้นกลุ่มสาธารณูปโภคปรับตัวขึ้น 0.85%
หุ้นกลุ่มขนส่งในดัชนีดาวโจนส์ (Dow Jones Transportation Average Index) ซึ่งเป็นดัชนีชี้วัดสุขภาพทางเศรษฐกิจ ร่วงลง 2.5% และเป็นหนึ่งในหุ้นที่ปรับตัวลงมากที่สุดในดัชนีดาวโจนส์
ส่วนดัชนีหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ที่ตลาดหุ้นฟิลาเดลเฟีย (PHLX Semiconductor Index) ร่วงลง 2.1% โดยหุ้นทุกตัวในดัชนีดังกล่าวปรับตัวลงถ้วนหน้า
สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจที่มีการรายงานล่าสุด สำนักงานสถิติของกระทรวงแรงงานสหรัฐฯ เปิดเผยผลสำรวจการเปิดรับสมัครงานและอัตราการหมุนเวียนของแรงงาน (JOLTS) พบว่า ตัวเลขการเปิดรับสมัครงาน ซึ่งเป็นมาตรวัดอุปสงค์ในตลาดแรงงาน เพิ่มขึ้น 89,000 ตำแหน่ง สู่ระดับ 7.271 ล้านตำแหน่งในเดือนก.ค. แต่ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 7.300 ล้านตำแหน่ง จากระดับ 7.182 ล้านตำแหน่งในเดือนมิ.ย.
สถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐฯ (ISM) เปิดเผยว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตปรับตัวลงสู่ระดับ 54.6 ในเดือนส.ค. จากระดับ 55.6 ในเดือนก.ค. และต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 55.2 โดยดัชนีได้ผลกระทบจากการชะลอตัวของคำสั่งซื้อใหม่และการจ้างงาน
นักลงทุนจับตาการเปิดเผยตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรประจำเดือนส.ค.ของสหรัฐฯ ในวันศุกร์นี้ (4 ก.ย.) ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ตัวเลขจ้างงานจะเพิ่มขึ้น 58,000 ตำแหน่งในเดือนส.ค. หลังจากลดลง 23,000 ตำแหน่งในเดือนก.ค. และคาดว่าอัตราว่างงานจะทรงตัวที่ระดับ 4.1% ในเดือนส.ค.
โดย รัตนา พงศ์ทวิช