นายวีรพัฒน์ เกียรติเฟื่องฟู รองปลัดกระทรวงพลังงาน ในฐานะโฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า กระทรวงพลังงาน ได้ติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกา-อิหร่าน อย่างใกล้ชิด หลังเริ่มกลับมาสู้รบกันอีกครั้ง ส่งผลให้ตลาดพลังงานโลกผันผวน และมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสถานการณ์การสู้รบระลอกใหม่นี้ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพและราคาน้ำมันในตลาดโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
โดยน้ำมันดิบเบรนด์ มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นก่อนการสู้รบครั้งใหม่ จาก 88.13 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล มาอยู่ที่ 94.65 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล หรือเพิ่มขึ้น 7.4% ด้านน้ำมันดิบ WTI ปรับเพิ่มขึ้นจาก 83.38 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล มาอยู่ที่ 90.22 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล เพิ่มขึ้นถึง 8.2% ส่วนน้ำมันดิบดูไบ เพิ่มขึ้นจาก 82.70 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล มาอยู่ที่ 88.75 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล เพิ่มขึ้น 7.32%
กระทรวงฯ คาดการณ์ว่า ราคาพลังงานในตลาดโลก จะยังคงมีความผันผวนในระดับสูง และมีความเป็นไปได้ที่จะยังคงเพิ่มสูงขึ้นในช่วงนี้ โฆษกกระทรวงพลังงาน กล่าว
พร้อมระบุว่า กระทรวงพลังงาน ยังคงดำเนินมาตรการช่วยเหลือประชาชนอย่างต่อเนื่อง ผ่านการปรับลดราคาหน้าโรงกลั่นที่มีผลบังคับใช้ถึงวันที่ 15 กันยายน 2569 รวมทั้งการใช้กลไกจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งแม้ว่าปัจจุบัน สถานะกองทุนฯ จะติดลบกว่า 8 หมื่นล้านบาทแล้ว แต่รัฐบาลยังคงบริหารจัดการเพื่อไม่ให้กระทบกับภาระค่าครองชีพของประชาชน
โฆษกกระทรวงพลังงาน ยังรณรงค์ให้ประชาชนหันมาใช้น้ำมัน E20 ซึ่งมีราคาถูกกว่าน้ำมันแก๊สโซฮอล 91 ถึงลิตรละ 5 บาท ซึ่งในปัจจุบัน ประเทศไทยมีศักยภาพและความพร้อมในการผลิตเอทานอลได้อย่างเพียงพอ และมีรถยนต์ และรถจักรยานยนต์จำนวนมากที่สามารถรองรับการใช้น้ำมัน E20 ได้ รวมทั้งได้รับการยืนยันจากค่ายรถยนต์ชั้นนำ 13 แบรนด์ว่ารถยนต์สามารถเติมน้ำมัน E20 ได้
ทั้งนี้ ประชาชนสามารถตรวจสอบรายชื่อรุ่นรถยนต์ และรถจักรยานยนต์ ที่รองรับการใช้งานน้ำมัน E20 ได้ที่เว็บไซต์ของกรมธุรกิจพลังงาน www.doeb.go.th
กระทรวงพลังงงาน ติดตามความเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันโลกและการสู้รบอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจว่ามาตรการช่วยเหลือของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นการลดราคาหน้าโรงกลั่น และการใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้ประชาชนได้มากที่สุด
ในยามที่สถานการณ์โลกมีความไม่แน่นอนสูง อยากเชิญชวนให้ประชาชนหันมาใช้น้ำมันทางเลือกอย่าง E20 ให้มากขึ้น ซึ่งนอกจากจะช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าได้มากกว่าน้ำมันแก๊สโซฮอล 91 ถึง 5 บาทแล้ว น้ำมัน E20 ยังมีค่าออกเทนสูงถึง 95 ช่วยให้เครื่องยนต์เผาไหม้ และทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเต็มที่ อีกทั้งยังเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรไทยผู้ปลูกพืชพลังงานให้มีรายได้ที่มั่นคงอีกด้วย นายวีรพัฒน์ กล่าว
โดย วรินทร ศิรินอก/ กษมาพร กิตติสัมพันธ์