ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกในวันพุธ (2 ก.ย.) โดยได้แรงหนุนจากการที่นักลงทุนช้อนซื้อหุ้นที่ร่วงลงก่อนหน้านี้ นอกจากนี้ การชะลอตัวของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรยังเป็นปัจจัยบวกต่อตลาด
- ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ [DJI.X] ปิดที่ 53,061.95 จุด เพิ่มขึ้น 295.07 จุด หรือ +0.56%
- ดัชนี S&P500 [SP500.X] ปิดที่ 7,666.60 จุด เพิ่มขึ้น 35.13 จุด หรือ +0.46%
- ดัชนี Nasdaq [NASDAQ.X] ปิดที่ 26,217.83 จุด เพิ่มขึ้น 118.05 จุด หรือ +0.45%
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ชะลอตัวลงมาอยู่ที่ระดับ 4.784% หลังจากที่พุ่งแตะ 4.814% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนพ.ย. 2566 อันเป็นผลมาจากความกังวลว่าสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางจะทำให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นและเสี่ยงที่จะทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ดำเนินนโยบายคุมเข้มทางการเงินเพื่อสกัดเงินเฟ้อ
ด้านจอห์น วิลเลียมส์ ประธานเฟดสาขานิวยอร์ก ให้ความเห็นในเรื่องนี้ว่า การพุ่งขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ในช่วงที่ผ่านมานั้น ไม่ได้ถูกขับเคลื่อนด้วยความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อ แต่เป็นการสะท้อนถึงภาวะเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งของสหรัฐฯ
วิลเลียมส์ ซึ่งเป็นสมาชิกถาวรของคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของเฟด (FOMC) และมีสิทธิในการลงคะแนนเสียงเพื่อกำหนดอัตราดอกเบี้ยของเฟด ยังกล่าวด้วยว่า สิ่งที่เป็นตัวขับเคลื่อนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรคือภาวะเศรษฐกิจและแนวโน้มเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งของสหรัฐฯ ซึ่งได้รับแรงหนุนจากการลงทุนขนานใหญ่ในด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI), ศูนย์ข้อมูล และเทคโนโลยีโดยทั่วไป นอกจากนี้เขามองว่า การคาดการณ์เงินเฟ้อยังคงมีเสถียรภาพ แม้ว่าราคาสินค้าปรับตัวขึ้นในปีนี้จากผลกระทบของภาษีศุลกากรและสงครามอิหร่าน
หุ้น 10 ใน 11 กลุ่มในดัชนี S&P500 ปิดในแดนบวก นำโดยหุ้นกลุ่มวัสดุพุ่งขึ้น 1.53% ตามด้วยหุ้นกลุ่มบริการด้านการสื่อสารพุ่งขึ้น 1.16% ส่วนหุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ปรับตัวลง 0.8%
หุ้นกลุ่มสายการบิน กลุ่มเหมืองทองคำและโลหะเงิน และกลุ่มธนาคารระดับภูมิภาค ปรับตัวขึ้นเช่นกัน ขณะที่ดัชนี Russell 2000 ซึ่งเป็นดัชนีหุ้นกลุ่มบริษัทที่มีมาร์เก็ตแคปต่ำ ดีดตัวขึ้น 1.1%
ดัชนีหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ที่ตลาดหุ้นฟิลาเดลเฟีย (PHLX Semiconductor Index) ปรับตัวขึ้น 0.45% ซึ่งฟื้นตัวหลังจากอ่อนแรงลงอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา แต่หุ้นกลุ่มซอฟต์แวร์และการบริการซอฟต์แวร์ซึ่งถูกมองว่าเป็นกลุ่มที่ถูกดิสรัปต์โดย AI นั้น ปรับตัวลดลง
สำหรับหุ้นรายตัวนั้น หุ้น Nvidia ผู้ผลิตชิป AI รายใหญ่ของสหรัฐฯ พุ่งขึ้น 3.2% ขณะที่หุ้น Micron Technology และหุ้น Qualcomm ปรับตัวขึ้น 2.4% และ 2% ตามลำดับ ด้านนักลงทุนจับตาผลประกอบการไตรมาส 2 ของบริษัทผลิตชิปรายใหญ่อย่าง Broadcom ซึ่งจะมีการเปิดเผยหลังปิดตลาด
หุ้น Dell ซึ่งเป็นบริษัทฮาร์ดแวร์ ทะยานขึ้น 15.8% หลังจากบริษัทปรับเพิ่มคาดการณ์กำไรและรายได้รายปี
หุ้น Brown-Forman ผู้ผลิตวิสกี้ Jack Daniels พุ่งขึ้น 3.9% หลังจากบริษัทเปิดเผยกำไรรายไตรมาสที่สูงกว่าการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ในวอลล์สตรีท
หุ้น Uber Technologies ซึ่งเป็นแอปพลิเคชันเรียกรถรายใหญ่ของสหรัฐฯ บวก 1.6% หลังจากบริษัทประกาศแผนการปลดพนักงานประมาณ 10% ของจำนวนพนักงานทั้งหมดในองค์กร
สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจที่มีการรายงานล่าสุด ออโตเมติก ดาต้า โพรเซสซิ่ง อิงค์ (ADP) เปิดเผยว่า การจ้างงานของภาคเอกชนสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นเพียง 38,000 ตำแหน่งในเดือนส.ค. ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 47,000 ตำแหน่ง หลังจากเพิ่มขึ้น 46,000 ตำแหน่งในเดือนก.ค.
นักลงทุนจับตาการเปิดเผยตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรประจำเดือนส.ค.ของสหรัฐฯ ในวันศุกร์นี้ (4 ก.ย.) ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ตัวเลขจ้างงานจะเพิ่มขึ้น 58,000 ตำแหน่งในเดือนส.ค. หลังจากที่ลดลง 23,000 ตำแหน่งในเดือนก.ค. และคาดว่าอัตราว่างงานจะทรงตัวที่ระดับ 4.1% ในเดือนส.ค.
นอกจากนี้ นักลงทุนยังคงติดตามสถานการณ์ตึงเครียดระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ โดยล่าสุดมีรายงานว่า ผู้ช่วยระดับสูงของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ กำลังพยายามควบคุมไม่ให้สงครามอิหร่านลุกลามบานปลายก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพ.ย. เพื่อรักษาฐานเสียงของพรรครีพับลิกัน และเพื่อช่วยให้กองทัพสหรัฐฯ มีเวลาพักฟื้นและเพิ่มคลังอาวุธที่กำลังร่อยหรอลง
โดย รัตนา พงศ์ทวิช