เมื่อเวลา 10.54 น. PR9 บวก 3.76% เพิ่มขึ้น 0.70 บาท มาที่ 19.30 บาท มูลค่าการซื้อขาย 86.32 ล้านบาท
BCH บวก 3.70% เพิ่มขึ้น 0.40 บาท มาที่ 11.20 บาท มูลค่าการซื้อขาย 35.05 ล้านบาท
BDMS บวก 3.03% เพิ่มขึ้น 0.60 บาท มาที่ 20.40 บาท มูลค่าการซื้อขาย 2,475.36 ล้านบาท
BH บวก 2.10% เพิ่มขึ้น 4.00 บาท มาที่ 194.50 บาท มูลค่าการซื้อขาย 555.79 ล้านบาท
THG บวก 2.04% เพิ่มขึ้น 0.15 บาท มาที่ 7.50 บาท มูลค่าการซื้อขาย 4.94 ล้านบาท
CHG บวก 1.99% เพิ่มขึ้น 0.03 บาท มาที่ 1.54 บาท มูลค่าการซื้อขาย 38.47 ล้านบาท
บล.บัวหลวง ระบุในบทวิเคราะห์ว่า ดัชนีตลาดหุ้นไทยยังคงอยู่ในช่วงของการพักตัวลงต่อ จากแรงขายทำกำไรหุ้นพื้นฐานใหญ่ ส่งสัญญาณทางเทคนิคจ่อหลุดเส้นแนวรับสำคัญ EMA 200 วันในหลายตัว และหน้าหุ้นที่ลงเมื่อวาน ได้แก่ ADVANC TRUE PTT PTTEP DELTA GULF
สำหรับการปรับฐานรอบนี้ แม้ปัจจัยภายนอกอย่างผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Bond Yield) ที่พุ่งสูงขึ้น จะสร้างแรงกดดันต่อตลาดหุ้นทั่วโลก แต่รายชื่อหุ้นไทยที่ปรับตัวลงส่วนใหญ่กลับไม่ใช่กลุ่มเทคโนโลยีหรือชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ตามตรรกะปกติ บล.บัวหลวง จึงประเมินว่าตลาดหุ้นไทยไม่ได้ถูกกดดันจากเรื่องบอนด์ยีลด์และแนวโน้มดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียว แต่ให้น้ำหนักกับ แรงขายสุทธิของนักลงทุนต่างชาติ ที่ยังไม่มีเม็ดเงินใหม่เข้ามาเติมหรือไล่ราคาหุ้น หุ้นไทยจึงต้องหันกลับมามองจาก Bottom-up มากกว่า ดังที่เราเลือกเก็บหุ้น โรงพยาบาลเข้าพอร์ต จากประเด็น Valuation laggard ประกอบกับวอลุ่มเก็บหุ้น และการ Cover short ประกอบการตัดสินใจ
และอาศัยปัจจัยหนุนรายตัวที่สนับสนุนการเล่นหุ้นในแต่ละรอบที่แตกต่างกัน เช่น อาศัยการคาดการณ์รายได้ในอนาคต จากข้อมูลนักวิเคราะห์ ยกตัวอย่างแนวโน้มส่วนต่างผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี
ภายใต้แนวโน้มตลาดหุ้นไทยที่ยังปรับตัวลงต่อได้อีก จากแรงขายทำกำไร ผสมกับปัจจัยแวดล้อมที่ไม่เอื้อ เช่น คาดการณ์ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) และและธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ขึ้นดอกเบี้ยในเดือนนี้, การเมืองในประเทศ เช่น คำวินิจฉัยคดีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้งปลายเดือนนี้ คาดยังคงกดดันบรรยากาศการลงทุน แต่เราย้ำกลยุทธ์การเลือกสะสมหุ้นรายตัว และจำกัดการเพิ่มหุ้นนอก Scope ที่เราแนะนำ
โดย วรินทร ศิรินอก