ภราดร แจงงบกลางปี 70 ไม่ใช่ตีเช็คเปล่า ยันรักษาวินัย จัดสรรรอบคอบ ตรวจสอบได้

ข่าวการเมือง Monday September 7, 2026 18:41 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์

นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.สำนักนายกรัฐมนตรี สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะกรรมาธิการ ชี้แจงการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2570 มาตรา 6 งบกลาง ยืนยันการจัดสรรงบประมาณผ่านการพิจารณาอย่างรอบคอบ มีเหตุผลรองรับทุกก้อน และตรวจสอบได้ ไม่ใช่การตั้งงบไว้ลอย ๆ ตามที่มีข้อกังวล

นายภราดร กล่าวว่า ปีนี้คณะกรรมาธิการสามารถตัดลดงบประมาณได้ประมาณ 11,000 ล้านบาท ก่อนแปรเพิ่มกลับเข้ามาในงบกลางส่วนหนึ่ง โดยเฉพาะวงเงิน 6,000 ล้านบาท ที่ถูกตั้งคำถามว่าเหตุใดต้องนำมาไว้ในมาตรา 6 ทั้งที่เป็นเงินมากกว่าครึ่งหนึ่งของยอดตัดลดทั้งหมด

นายภราดร กล่าวว่า เงิน 6,000 ล้านบาทเกี่ยวข้องกับภาระคดีคลองด่านของกรมควบคุมมลพิษ ซึ่งเดิมมีการตั้งงบไว้ 3,000 ล้านบาทเพื่อชำระหนี้ แต่ขณะนี้คดียังไม่ถึงที่สุด และรัฐบาลเพิ่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเจรจาหนี้ จึงไม่เหมาะที่จะตั้งเงินไว้กับหน่วยงานโดยตรงในขณะที่เงื่อนไขการจ่ายยังไม่ชัดเจน

สำหรับกรอบภาระดังกล่าว คาดว่ารัฐอาจต้องจ่ายประมาณ 10,000 ล้านบาท แบ่งเป็นงบกลางปี 2569 ประมาณ 4,000 ล้านบาท และงบในปี 2570 อีก 2 งวด รวม 6,000 ล้านบาท กรรมาธิการจึงเขียนข้อสังเกตไว้ว่า หากท้ายที่สุดรัฐต้องชำระจริง ให้กรมควบคุมมลพิษทำเรื่องขอใช้งบกลางตามขั้นตอน

นายภราดร กล่าวว่า วิธีนี้เป็นการกันความเสี่ยงไว้ โดยไม่เร่งผูกพันงบกับหน่วยงานก่อนคดีสิ้นสุด หากผลเจรจาหรือเงื่อนไขเปลี่ยนไป รัฐยังสามารถบริหารงบประมาณได้ตามข้อเท็จจริง ไม่ใช่ตั้งงบแล้วเปิดทางให้จ่ายทันที โดยไม่มีข้อยุติทางกฎหมายและมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) รองรับชัดเจน

ส่วนข้อสงสัยเรื่องงบกลาง 12,000 ล้านบาทว่าจะซ้ำกับ พ.ร.ก.กู้เงินฯ 400,000 ล้านบาทหรือไม่นั้น นายภราดร ชี้แจงว่า วัตถุประสงค์และวิธีใช้เงินแตกต่างกัน แม้กรอบใหญ่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนผ่านพลังงานเหมือนกัน แต่ไม่ได้เป็นเงินก้อนเดียวกัน และไม่ได้ใช้ซ้ำในภารกิจเดียวกัน

นายภราดร กล่าวว่า เงินกู้เพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานในส่วน 200,000 ล้านบาทหลังนั้น จะเน้นสนับสนุนประชาชนโดยตรง เช่น โครงการหลังคาโซลาร์เซลล์ ที่รัฐบาลอุดหนุนหลังคาเรือนละ 50,000 บาท ส่วนที่เหลือให้ประชาชนกู้ผ่านธนาคารของรัฐ โดยใช้มูลค่าไฟฟ้าที่ผลิตได้ทยอยชำระหนี้และลดค่าไฟครัวเรือน

ขณะที่เงิน 12,000 ล้านบาทในงบกลาง เป็น Matching Fund เพื่อดึงเงินสะสมของท้องถิ่น กองทุน และหน่วยงานรัฐ ซึ่งมีอยู่ในระบบจำนวนมาก ออกมาใช้ร่วมกับงบประมาณแผ่นดิน เช่น โรงพยาบาล หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่ต้องการติดตั้งโซลาร์เซลล์เพื่อลดค่าไฟ สามารถนำเงินสะสมมาสมทบกับรัฐได้

นายภราดร กล่าวว่า หลักคิดดังกล่าวเกิดจากข้อสังเกตของกรรมาธิการหลายปีว่า หน่วยงานรัฐและท้องถิ่นมีเงินสะสมจำนวนสูง แต่ยังไม่ถูกนำมาใช้หมุนในระบบเศรษฐกิจเท่าที่ควร ดังนั้นการออกแบบ Matching Fund จึงเป็นการลดภาระงบประมาณของรัฐ และเปิดทางให้เงินเย็ นถูกนำไปลงทุนในโครงการที่เกิดประโยชน์จริง

นายภราดร กล่าวถึง ประเด็นประกันภัยประชาชนว่า รัฐบาลเห็นปัญหาการใช้งบเยียวยาภัยพิบัติที่เพิ่มสูงขึ้นทุกปี ปีที่ผ่านมารัฐต้องจ่ายหลายหมื่นล้านบาท จึงเสนอแนวทางทำประกันภัยให้ประชาชนราว 30 ล้านหลังคาเรือน เพื่อจำกัดความเสี่ยงของรัฐไว้ปีละไม่เกิน 15,500 ล้านบาท

สำหรับแนวทางนี้ไม่ใช่เพียงการจ่ายเงินเยียวยาหลังเกิดภัย แต่เป็นการบริหารความเสี่ยงล่วงหน้า ให้ภาระของรัฐมีเพดานชัดเจน ส่วนความเสี่ยงที่เหลือให้ระบบประกันภัยและ คปภ.เข้ามาร่วมรับผิดชอบ ถือเป็นเครื่องมือใหม่ในการดูแลประชาชนและรักษาวินัยงบประมาณไปพร้อมกัน

สำหรับสัดส่วนงบกลางที่คาดว่าจะเป็นงบลงทุน 60% นายภราดร ยืนยันว่า ไม่ได้ตั้งตัวเลขขึ้นเอง แต่ใช้สถิติย้อนหลังตั้งแต่ปี 2563-2568 เป็นฐานคำนวณ โดยปี 2567 มีสัดส่วนใกล้เคียง 63% จึงนำข้อมูลจริงมาใช้ประเมิน ไม่ใช่กำหนดจากความรู้สึกหรือดุลพินิจทางการเมือง

นายภราดร กล่าวถึง กรณีของกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ว่า ปัญหาเงินชดเชยควรแก้ด้วยการปรับกฎหมาย กบข. เพื่อให้รัฐมีพื้นที่ทางงบประมาณมากขึ้น และลดภาระการตั้งเงินชดเชย โดยพรรคภูมิใจไทย ได้เสนอร่างกฎหมายแล้ว ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนรับฟังความคิดเห็นตามมาตรา 77 และขอให้ฝ่ายค้านร่วมสนับสนุนหากเห็นตรงกัน

ทั้งนี้ นายภราดร กล่าวว่า ในส่วนกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ปี 2570 ตั้งงบไว้ 9,000 ล้านบาท สูงกว่าปี 2569 ที่ตั้งไว้ 5,000 ล้านบาท จึงไม่ใช่กรรมาธิการไม่เห็นความสำคัญของนักเรียน นักศึกษา แต่ต้องการให้กองทุนบริหารเงิน เก็บหนี้ และหมุนเงินกลับมาใช้ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นก่อน หากทำเต็มที่แล้วยังไม่พอ งบกลางยังสามารถพิจารณาอุดหนุนได้

สำหรับเงินช่วยชาวนาไร่ละ 1,000 บาทนั้น รัฐบาลรับทราบภาระค้างจ่ายประมาณ 1,000 กว่าล้านบาท โดยคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) มีมติแล้ว และนายกรัฐมนตรีรับทราบ เตรียมนำเสนอ ครม. แนวทางจะใช้กลไกของ
ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ตามมาตรา 28 จ่ายไปก่อน แล้วให้รัฐชดใช้ภายหลัง เพื่อเร่งนำเงินคืนให้เกษตรกร

นายภราดร กล่าวว่า ระยะยาวรัฐบาลต้องทำมากกว่าการเยียวยา เพราะชาวนาไม่ได้ต้องการเพียงเงินไร่ละ 500 บาท หรือ 1,000 บาท แต่ต้องการราคาข้าวที่ดีขึ้น จึงเป็นโจทย์ให้กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกันผลักดันราคาข้าวในปีการผลิต 2569/2570 ให้สูงกว่าปีก่อน

นอกจากนี้ นายภราดร กล่าวว่า การชี้แจงงบกลางมาตรา 6 เป็นการอธิบายที่มาของเงินแต่ละก้อน ตั้งแต่ภาระหนี้ที่ยังไม่ถึงที่สุด เครื่องมือดึงเงินสะสมมาใช้ลงทุน การประกันความเสี่ยงภัยพิบัติ การดูแลกองทุนการศึกษา ไปจนถึงมาตรการช่วยชาวนา โดยทั้งหมดต้องเดินตามขั้นตอน และกรอบวินัยงบประมาณ

โดย ฐานิสร์ ทองนอก/ กษมาพร กิตติสัมพันธ์


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ