มหาวิทยาลัยบราวน์ (Brown University) เปิดเผยตัวเลขประมาณการแบบเรียลไทม์ในวันจันทร์ (7 ก.ย.) ระบุว่า สงครามอิหร่านทำให้ผู้บริโภคชาวอเมริกันต้องแบกรับต้นทุนด้านพลังงานเพิ่มอีก 1 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งตัวเลขดังกล่าวเพิ่มขึ้นราว 1 ล้านดอลลาร์ในทุก ๆ 2 นาที
สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า เครื่องมือติดตามต้นทุนพลังงานจากสงครามอิหร่าน (Iran War Energy Cost Tracker) ของสถาบันวัตสัน (Watson School) แห่งมหาวิทยาลัยบราวน์ ระบุว่า ราคาน้ำมันเบนซินและดีเซลที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ครัวเรือนเฉลี่ยในสหรัฐฯ มีต้นทุนเพิ่มขึ้นกว่า 760 ดอลลาร์ นับตั้งแต่สงครามเปิดฉากขึ้นเมื่อวันที่ 28 ก.พ.
ขณะที่ข้อมูลจากสมาคมยานยนต์อเมริกัน (AAA) ระบุว่า ราคาน้ำมันดีเซลเฉลี่ยทั่วประเทศของสหรัฐฯ พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 5.90 ดอลลาร์ต่อแกลลอนในวันจันทร์ แซงหน้าสถิติเดิมที่ 5.85 ดอลลาร์ที่เพิ่งทำไว้เมื่อวันศุกร์ (4 ก.ย.)
รัฐเทกซัสแบกรับภาระต้นทุนเพิ่มขึ้นมากที่สุด โดยผู้บริโภคต้องจ่ายค่าน้ำมันเบนซินและดีเซลเพิ่มขึ้นราว 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์นับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นขึ้น ตามมาด้วยรัฐแคลิฟอร์เนียที่ประมาณ 8 พันล้านดอลลาร์ และรัฐฟลอริดาประมาณ 5 พันล้านดอลลาร์
ผลการติดตามดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า ผู้บริโภคในสหรัฐฯ ต่างคาดการณ์ว่าราคาน้ำมันจะปรับตัวสูงขึ้นเป็นเวลายาวนานกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้เมื่อตอนที่สงครามเพิ่งเริ่มขึ้น โดยต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นทำให้ค่าใช้จ่ายในการขนส่งสินค้าในชีวิตประจำวันหลายชนิดปรับตัวเพิ่มขึ้นด้วย ขณะที่ธุรกิจบางแห่งได้ส่งผ่านต้นทุนเหล่านั้นไปยังผู้บริโภคแล้วในรูปแบบของค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม
โดย รัตนา พงศ์ทวิช/ปรียพรรณ มีสุข