ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกทะยานขึ้นในวันนี้ โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งทะลุระดับ 100 ดอลลาร์/บาร์เรล เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนก.ค. ท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างสหรัฐและอิหร่าน ซึ่งทำให้นักลงทุนกังวลเกี่ยวกับการหยุดชะงักของอุปทานน้ำมันจากตะวันออกกลาง
ณ เวลา 18.28 น.ตามเวลาไทย ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) [WTI.X] ส่งมอบเดือนต.ค. บวก 2.09 ดอลลาร์ หรือ 2.25% สู่ระดับ 95.12 ดอลลาร์/บาร์เรล
ส่วนราคาน้ำมันดิบเบรนท์ [BRENT.X] ส่งมอบเดือนพ.ย. บวก 2.73 ดอลลาร์ หรือ 2.79% สู่ระดับ 100.65 ดอลลาร์/บาร์เรล
ศูนย์บัญชาการกลางสหรัฐ (CENTCOM) ระบุในแถลงการณ์ว่า สหรัฐได้ทำลายเรือบรรทุกน้ำมันของอิหร่านจำนวน 5 ลำ เพื่อตอบโต้ความพยายามโจมตีเรือรบของสหรัฐ โดยเรือรบสหรัฐสามารถหลบเลี่ยงการโจมตีของอิหร่านได้สำเร็จ และไม่มีเจ้าหน้าที่หรือกำลังพลได้รับบาดเจ็บ
นายดาน สตรุยเวน หัวหน้าฝ่ายวิจัยสินค้าโภคภัณฑ์ทั่วโลกของโกลด์แมน แซคส์ ระบุว่า ความรุนแรงที่เพิ่มขึ้นในความขัดแย้งระหว่างสหรัฐและอิหร่าน ซึ่งขณะนี้ย่างเข้าสู่เดือนที่ 7 แล้ว กำลังเพิ่มความเสี่ยงที่ราคาน้ำมันจะพุ่งขึ้นเหนือระดับ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เนื่องจากอิหร่านทวีความรุนแรงในการโจมตีเรือในช่องแคบฮอร์มุซ
ทั้งนี้ ต่อคำถามที่ว่า ราคาน้ำมันมีโอกาสพุ่งขึ้นไปถึง 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลหรือไม่ นายสตรุยเวนกล่าวต่อสำนักข่าว CNBC ว่า มีความเป็นไปได้อย่างแน่นอน
นายสตรุยเวนกล่าวว่า การยกระดับความรุนแรงในช่วงที่ผ่านมาได้เพิ่มโอกาสที่การส่งออกน้ำมันอาจไม่สามารถฟื้นตัวขึ้นในช่วงหลายเดือนข้างหน้า
พัฒนาการในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า มีความเป็นไปได้มากขึ้นที่ราคาน้ำมันจะมีแนวโน้มสูงขึ้น โดยการส่งออกน้ำมันอาจหยุดชะงักและไม่สามารถฟื้นตัวได้ในช่วงหลายเดือนข้างหน้า และราคาน้ำมันดิบเบรนท์อาจพุ่งทะลุ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยความน่าจะเป็นของสถานการณ์ดังกล่าวกำลังเพิ่มสูงขึ้นอย่างแน่นอน เนื่องจากเราเห็นการโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันที่รุนแรงขึ้นและขยายวงกว้างมากขึ้น นายสตรุยเวนกล่าว
อย่างไรก็ตาม สำหรับกรณีพื้นฐาน โกลด์แมน แซคส์ยังคงคาดการณ์ว่าการส่งออกน้ำมันจากภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียจะค่อย ๆ ฟื้นตัว ขณะที่ผู้ผลิตปรับตัวรับมือกับความปั่นป่วนที่เกิดขึ้น ซึ่งรวมถึงการใช้เส้นทางขนส่งทางเลือก รวมทั้งการเพิ่มขีดความสามารถของระบบท่อส่งน้ำมัน
โดย ก้องเกียรติ กอวีรกิติ