ธปท. ผนึกกำลังภาคการเงินไทย ยกระดับมาตรการเชิงรุก ต้านธุรกรรมผิดกฎหมาย

ข่าวหุ้น-การเงิน Thursday September 10, 2026 14:40 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ธปท. และผู้ประกอบธุรกิจภายใต้การกำกับดูแล ได้ร่วมกันขับเคลื่อน กรอบความร่วมมือเพื่อป้องกันธุรกรรมผิดกฎหมายในภาคการเงิน (Framework for Safeguarding the Financial Sector from Illicit Activities) ที่สะท้อนเจตนารมณ์ในการป้องกันเชิงรุก ไม่ให้ภาคการเงินตกเป็นเครื่องมือทางผ่าน หรือช่องทางสนับสนุนการกระทำผิดกฎหมายทุกประเภท เพื่อสร้างระบบการเงินที่มั่นคง ปลอดภัย น่าเชื่อถือ ปกป้องประชาชนจากความเสียหายจากการใช้ระบบการเงินในทางที่ผิด

หลักการสำคัญของกรอบความร่วมมือ คือ การที่ทุกหน่วยงานต้องกำหนดให้ทิศทาง นโยบาย และธรรมาภิบาลองค์กรในการป้องกันไม่ให้มีการใช้ระบบการเงินในทางที่ผิด และถือเป็นส่วนหนึ่งของการกำกับดูแลกิจการองค์กร รวมทั้งกำหนดแนวทางการป้องกันให้เกิดผลในทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีมาตรฐานขั้นต่ำที่เหมาะสมกับแต่ธุรกิจ และต้องปรับปรุงมาตรการให้เหมาะสมกับบริบทที่เปลี่ยนไปอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ หน่วยงานที่เข้าร่วม จะนำความเชี่ยวชาญด้านข้อมูล เทคโนโลยี และศักยภาพที่เป็นจุดแข็งมาใช้ประโยชน์สูงสุดในการเฝ้าระวัง ตรวจจับ และตอบสนองต่อความเสี่ยง ที่สำคัญ คือ แต่ละหน่วยงานจะร่วมมือและแลกเปลี่ยนข้อมูล องค์ความรู้ รูปแบบการกระทำผิด สัญญาณเตือนภัย รวมถึงแนวปฏิบัติที่ดีระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน เพื่อให้รับมือกับธุรกรรมทุจริตที่ซับซ้อน และมักอาศัยช่องว่างทางกฎหมายระหว่างหน่วยงานเป็นเครื่องมือได้ดีขึ้น

การดำเนินมาตรการข้างต้น ต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อผู้สุจริต การเข้าถึงบริการทางการเงิน การแข่งขันที่เป็นธรรม และการส่งเสริมนวัตกรรมอย่างสมดุลควบคู่ไปด้วย ผู้ว่าการ ธปท.ระบุ

นายวิทัย กล่าวว่า ในส่วนของ ธปท. จะยกระดับมาตรฐานการกำกับดูแลทั้งระบบ การตรวจสอบลูกค้าและคู่ค้า การใช้ข้อมูล เทคโนโลยี และองค์ความรู้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการเฝ้าระวัง และตรวจจับธุรกรรมที่มีความเสี่ยง รวมถึงเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อปิดช่องโหว่ของการกระทำผิด พร้อมพัฒนามาตรการต่าง ๆ ให้เท่าทันกับความเสี่ยงรูปแบบใหม่ ควบคู่ไปกับการส่งเสริมความรู้เท่าทันให้แก่ประชาชน เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงปลอดภัยของระบบการเงินไทย และความเชื่อมั่นของประชาชนในระยะยาว


สำหรับผู้ประกอบธุรกิจภายใต้การกำกับของ ธปท. ที่จัดทำกรอบความร่วมมือในครั้งนี้ มีทั้งหมด 11 หน่วยงาน ได้แก่ สมาคมธนาคารไทย (TBA) สมาคมธนาคารนานาชาติ (AIB) สมาคมสถาบันการเงินของรัฐ (GFA) สมาคมการค้าผู้ให้บริการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ไทย (TEPA) สมาคมแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศและบริการทางการเงิน (TAFEXS) รวมถึง 6 สมาคมและชมรมของกลุ่มผู้ประกอบธุรกิจที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ (Non-bank lender)

โดยหน่วยงานดังกล่าวนี้ จะร่วมกันดำเนินการในด้านต่าง ๆ อาทิ ยกระดับการทำ KYC/CDD/EDD ตรวจสอบธุรกรรมเงินสดที่มีความเสี่ยงสูง นำเทคโนโลยีขั้นสูงมาใช้ในการตรวจจับธุรกรรมที่ผิดปกติแบบเชิงรุก พัฒนาระบบฐานข้อมูลบุคคลเสี่ยง และเชื่อมต่อกับระบบ Central Fraud Registry (CFR) จัดทำคู่มือการปฏิบัติงานด้านมาตรการป้องกันปราบปรามการฟอกเงิน และการต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย (AML/CFT) ของอุตสาหกรรม ตลอดจนใช้เครือข่ายชุมชนสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงินแก่กลุ่มเปราะบาง เป็นต้น

ธปท. และผู้ประกอบธุรกิจภายใต้การกำกับ จะร่วมกันขับเคลื่อนมาตรการต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อปิดช่องโหว่ที่ระบบการเงินอาจถูกนำไปใช้ในการกระทำผิดกฎหมาย ยกระดับการป้องกัน และรับมือภัยทางการเงิน เพื่อคุ้มครองประชาชน และสร้างระบบนิเวศทางการเงินที่ประชาชนสามารถใช้บริการได้อย่างมั่นใจ และไว้วางใจในระยะยาว นายวิทัย กล่าว

นายวิทัย กล่าวว่า การลงนามในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการเซ็น MOU หรือประกาศสัญลักษณ์ทั่วไป แต่มีหลักการ และพันธกิจที่ทุกสถาบันการเงินต้องปฏิบัติตามร่วมกัน จากเดิมที่เน้นเฉพาะธนาคารพาณิชย์ ได้ยกระดับขยายความครอบคลุมไปยังธนาคารรัฐ, ผู้ให้บริการ Payment Gateway, ผู้ให้บริการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ รวมถึง Non-bank ทั้งหมด เพื่อให้มีมาตรฐานเดียวกันทั้งระบบ

นอกจากนี้ ธปท. ยังทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการแบ่งปัน และแชร์ข้อมูลผู้กระทำผิดระหว่างสถาบันการเงิน เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้กระทำผิดเปลี่ยนไปใช้บริการในสถาบันการเงินอื่น พร้อมทั้งเชื่อมโยงข้อมูลร่วมกับหน่วยงานกำกับดูแล และบังคับใช้กฎหมาย ได้แก่ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.), สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ( ก.ล.ต.), สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ซึ่งในระยะต่อไป จะพัฒนาระบบการแชร์ข้อมูลให้เป็นข้อตกลงเดียวร่วมกันทั้ง 5 หน่วยงาน

ธปท.จะไม่มีอำนาจโดยตรง ในการไล่จับกุม หรือยับยั้งการเกิดอาชญากรรม แต่มีช่องทางที่สามารถสร้างอุปสรรคและความยากลำบากในการเข้าใช้บริการทางการเงิน ทั้งการโอนเงินเข้า-ออก บัญชีม้า การถอนเงินสด และการเปลี่ยนเงินสดเป็นสินทรัพย์ทางการเงินอื่น ผู้ว่าการ ธปท.ระบุ

นายวิทัย กล่าวว่า ที่ผ่านมา ธปท. ได้ดำเนินมาตรการจำกัดการขอถอนเงินสดที่มีมูลค่าตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป ซึ่งต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบเชิงลึก (Intelligent Check) รวมถึงการกำกับดูแลการซื้อขาย หรือถอนทองคำแท่งมูลค่าสูง และการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ

สำหรับมาตรการใหม่ที่กำลังจะเริ่มใช้ในช่วงเดือนต.ค.นี้ ผู้ที่นำเงินสดมาฝากธนาคารเกิน 5 ล้านบาท จะต้องตอบและพิสูจน์ให้ได้ว่านำเงินมาจากไหน ประกอบอาชีพหรือค้าขายอะไร โดยจะมีการกำหนดเกณฑ์เอกสาร เช่น สัญญาการค้า หรือหลักฐานที่มาของรายได้ ซึ่งหากเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ที่รับเงินสดจริง จะสามารถชี้แจงได้โดยไม่มีปัญหา แต่หากเป็นกรณีธุรกิจที่ไม่เกี่ยวข้องแต่มีเงินสดลอยเข้ามา 1020 ล้านบาท จะต้องถูกตรวจสอบอย่างเข้มงวด เช่นเดียวกับการหอบเงินสด 1015 ล้านบาทใส่กระเป๋าไปซื้อทองคำแท่ง ซึ่งจะต้องชี้แจงเหตุผลว่าเหตุใดจึงไม่ชำระผ่านระบบโอนเงิน

ขณะที่ในส่วนของสินทรัพย์ดิจิทัลนั้น ธปท. ได้ทำงานร่วมกับสำนักงาน ก.ล.ต. ซึ่งอยู่ระหว่างการเปิดรับฟังความคิดเห็น (Hearing) หลักเกณฑ์กำกับดูแล USDT เนื่องจากพบพฤติกรรมที่มีการโอน USDT จาก Wallet ต่างชาติที่ไม่ระบุตัวตนเข้ามาในไทยแล้วขายทันที เพื่อหลีกเลี่ยงช่องทางการโอนเงินตามระบบ หรือการซื้อ USDT แล้วโอนออกไปยัง Wallet ต่างประเทศทันที โดยคาดว่า ก.ล.ต. จะสามารถออกประกาศหลักเกณฑ์ควบคุมได้ภายในไม่กี่เดือนข้างหน้า

ผู้ว่าการฯ ธปท. กล่าวถึงความกังวลในการเข้าไปจัดการ และปราบปรามปัญหาทุนเทา เนื่องจากเป็นเรื่องใหญ่และส่งผลกระทบต่อหลายภาคส่วน โดยยืนยันว่า ปัญหานี้เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศ ส่วนจะรู้สึกกลัวหรือกังวลหรือไม่นั้น มองว่าเมื่ออยู่ในหน้าที่ก็ต้องทำหน้าที่อย่างเต็มที่ เพื่อร่วมกันสร้างสิ่งดี ๆ ให้เกิดขึ้นกับประเทศ

ทั้งนี้ หากผู้มาทำธุรกรรมไม่สามารถชี้แจงที่มาของเงินสดก้อนใหญ่ หรือตรวจสอบเอกสารไม่ผ่านนั้น ในเรื่องนี้ ผู้ทำธุรกรรมจะไม่สามารถนำเงินก้อนดังกล่าวมารวมเข้าสู่ระบบการเงินปกติได้ โดยเงินก้อนนั้นจะต้องถูกปฏิเสธและต้องไปใช้อยู่นอกระบบแทน ซึ่งเจ้าหน้าที่ก็จะค่อย ๆ ตามไปปิดช่องทางทำธุรกรรมทีละเรื่องอย่างต่อเนื่อง

จากมาตรการสกัดกั้นที่ได้ดำเนินการไปแล้ว ส่งผลให้ยอดการถอนเงินสดที่เกิน 5 ล้านบาทขึ้นไป ลดลงจากเดิมเฉลี่ยเดือนละประมาณ 1 แสนล้านบาท ลงไปอยู่ที่ประมาณ 4 หมื่นล้านบาท ขณะที่การถอนเงินสดไปซื้อทองคำแท่งมูลค่าสูง ลดลงถึงประมาณ 70% ซึ่งคาดว่าเมื่อเกณฑ์ควบคุม USDT มีผลบังคับใช้ ยอดธุรกรรมผิดปกติจะลดลงเช่นเดียวกัน ผู้ว่าการ ธปท. กล่าว

โดย ธปฦ/ กษมาพร กิตติสัมพันธ์


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ