เงินบาท [USDTHB.X] ปิดตลาดเย็นนี้ อยู่ที่ระดับ 32.92 บาท/ดอลลาร์ ทรงตัวจากช่วงเช้า ที่เปิดตลาดที่ระดับ 32.90/93 บาท/ดอลลาร์
นักบริหารเงินจากธนาคารกรุงศรีอยุธยา ระบุว่า วันนี้เงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบแคบ โดยระหว่างวันเงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบ 32.87-32.94 บาท/ดอลลาร์ ขณะที่สกุลเงินในภูมิภาคเคลื่อนไหวแบบผสม มีทั้งอ่อนค่าและแข็งค่า
ในภาพใหญ่ ตลาดรอติดตามการรายงานดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของสหรัฐฯ ในคืนวันพรุ่งนี้ (11 ก.ย.) เป็นหลัก ส่วนคืนนี้กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ จะมีการรายงานดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เดือนส.ค.
นักบริหารเงิน คาดว่า พรุ่งนี้เงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบ 32.80-33.00 บาท/ดอลลาร์
*ปัจจัยสำคัญ
เงินเยน อยู่ที่ระดับ 153.70 เยน/ดอลลาร์ จากช่วงเช้าที่ระดับ 153.51/55 เยน/ดอลลาร์
เงินยูโร อยู่ที่ระดับ 1.1630 ดอลลาร์/ยูโร จากช่วงเช้าที่ระดับ 1.1638/1640 ดอลลาร์/ยูโร
ดัชนี SET ปิดวันนี้ที่ระดับ 1,615.07 จุด ลดลง 2.82 จุด (-0.17%) โดยมีมูลค่าการซื้อขาย 69,918.18 ล้านบาท
สรุปปริมาณการซื้อขายรายกลุ่ม ต่างชาติขายสุทธิ 2,049.46 ล้านบาท
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คงประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยปี 2569 ไว้ที่ 2.0% โดยคาดว่าเศรษฐกิจไทยใน H2/69 จะโต 1.7% ชะลอลงจากครึ่งปีแรกที่โต 2.4% โดยมาตรการ ไทยช่วยไทยพลัส จะช่วยพยุงการบริโภคในไตรมาส 3/2569 ได้บางส่วน
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า ทิศทางดอกเบี้ยนโยบายของไทย คาดว่าจะทรงตัวที่ระดับ 1.00% ไปจนถึงสิ้นปี 2569 ส่วนเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นในระยะนี้ เป็นเพราะปัจจัยจากฝั่งเงินดอลลาร์สหรัฐ ทำให้ในช่วงที่เหลือของปี ยังต้องติดตามสัญญาณทิศทางดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และสถานการณ์ในตะวันออกกลางเป็นสำคัญ
มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 เป็น 2.5% จากเดิมที่เคยคาดการณ์ไว้ที่ 2.0% เนื่องจากเศรษฐกิจไทย ได้แรงหนุนจากการลงทุนภาคเอกชน ที่เร่งตัวต่อเนื่อง 5 ไตรมาส ตลอดจนการส่งออกที่ยังขยายตัวได้อีก พร้อมปรับประมาณการส่งออกไทยปีนี้ เพิ่มเป็น 17.8% จากเดิมคาด 8.8% ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั้งปี คาดว่าอยู่ที่ 1.8%
มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย มองว่า การเติบโตของเศรษฐกิจไทยปีนี้ กำลังฟื้นตัวแบบ K-shape ซึ่งมาจากปัญหาเชิงโครงสร้างระยะยาว โดยผลประโยชน์ (K ขาบน) จะกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มไฮเทค เซมิคอนดักเตอร์ และดิจิทัลอินฟราสตรักเจอร์ แต่ไม่กระจายลงไปถึงระดับฐานราก ส่วน K ขาล่าง คือ กลุ่ม SMEs, อุตสาหกรรมดั้งเดิม, อสังหาริมทรัพย์ และภาคเกษตร ที่ยังเผชิญกับแรงกดดันรอบด้าน
กรรมการธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) เปิดเผยว่า BOJ จะเดินหน้าปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายและปรับลดระดับการผ่อนคลายทางการเงินต่อไป โดยพิจารณาจากแนวโน้มเศรษฐกิจ เงินเฟ้อ และภาวะการเงิน
OCBC Group Research) คาดการณ์ว่า ปรากฏการณ์เอลนีโญมีแนวโน้มที่จะทำให้ประเทศในกลุ่มอาเซียนเผชิญกับความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อมากกว่าการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ โดยราคาข้าว ข้าวสาลี ข้าวโพด และน้ำมันพืชที่ปรับตัวสูงขึ้นจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ
กรรมการธนาคารกลางเกาหลีใต้ (BOK) กล่าวว่า BOK จะพิจารณาปัจจัยทั้งใน และต่างประเทศ รวมถึงผลกระทบจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 2 ครั้งก่อนหน้านี้ ก่อนตัดสินใจเกี่ยวกับช่วงเวลา และจังหวะการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติม
โดย ปภัสสร องค์พิเชฐเมธา/รัชดา คงขุนเทียน