ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบในวันพฤหัสบดี (10 ก.ย.) เนื่องจากการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันและตัวเลขเงินเฟ้อที่ออกมาสูงเกินคาดได้กระตุ้นให้เกิดความกังวลว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อาจจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมสัปดาห์หน้า นอกจากนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่ปรับตัวสูงขึ้นยังส่งผลให้นักลงทุนหลีกเลี่ยงการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง
- ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ [DJI.X] ปิดที่ 52,064.10 จุด ลดลง 316.56 จุด หรือ -0.60%
- ดัชนี S&P500 [SP500.X] ปิดที่ 7,591.70 จุด ลดลง 44.66 จุด หรือ -0.58%
- ดัชนี Nasdaq [NASDAQ.X] ปิดที่ 26,081.73 จุด ลดลง 171.62 จุด หรือ -0.65%
ราคาน้ำมันดิบ WTI [WTI.X] และน้ำมันดิบเบรนท์ [BRENT.X] ต่างก็พุ่งขึ้นทะลุระดับ 100 ดอลลาร์/บาร์เรล เนื่องจากอิหร่านยังคงโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันที่แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และส่งสัญญาณถึงความพร้อมที่จะยกระดับการโจมตี เพื่อตอบโต้กองทัพสหรัฐฯ ที่จมเรือบรรทุกน้ำมัน 5 ลำของอิหร่าน และล่าสุด กลุ่มกบฏฮูตีซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน ได้เข้าควบคุมท่าเรือโมคาในเยเมน ซึ่งทำให้เรือบรรทุกน้ำมันมีความเสี่ยงในการใช้เส้นทางทะเลแดง
กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อจากการใช้จ่ายของผู้ผลิต เพิ่มขึ้น 5.4% ในเดือนส.ค. เมื่อเทียบรายปี สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 5.3% หลังจากที่ปรับตัวขึ้น 4.8% ในเดือนก.ค. ส่วนดัชนี PPI พื้นฐาน (Core PPI) ซึ่งไม่รวมราคาอาหารและพลังงาน เพิ่มขึ้น 4.6% ในเดือนส.ค. เมื่อเทียบรายปี สอดคล้องตัวเลขคาดการณ์ หลังจากที่เพิ่มขึ้น 4.3% ในเดือนก.ค.
ทั้งนี้ การพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันและตัวเลขเงินเฟ้อที่ออกมาสูงกว่าการคาดการณ์ ทำให้ตลาดวิตกกังวลว่าเฟดอาจจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในสัปดาห์หน้า โดยเครื่องมือ FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า ขณะนี้นักลงทุนให้น้ำหนัก 70% ในการคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมวันที่ 15-16 ก.ย. เพิ่มขึ้นจาก 64% ก่อนการเปิดเผยดัชนี PPI
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบเกือบ 3 ปี ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 30 ปีทะยานขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบกว่า 19 ปี และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 2 ปีพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบกว่า 2 ปี
รอสส์ เมย์ฟิลด์ นักวิเคราะห์ด้านกลยุทธ์การลงทุนจากบริษัท Baird กล่าวว่า การพุ่งขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรได้ส่งผลกระทบต่อมูลค่าหุ้นในตลาด และทำให้ต้นทุนการดำเนินธุรกิจแพงขึ้น อีกทั้งทำให้ผู้บริโภคมีภาระค่าครองชีพสูงขึ้นด้วย โดยปัจจัยที่ทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรพุ่งขึ้นมาจากแนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟด รวมทั้งความกังวลเกี่ยวกับหนี้สินและการขาดดุลงบประมาณของรัฐบาล ตลอดจนเงินเฟ้อที่ยังคงอยู่ในระดับสูง
หุ้น 9 ใน 11 กลุ่มในดัชนี S&P500 ปิดในแดนลบ นำโดยหุ้นกลุ่มวัสดุร่วงลง 1.45% ตามด้วยหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศปรับตัวลง 0.9%
หุ้นบริษัทผลิตชิปรายใหญ่ปรับตัวลดลง โดยหุ้น Nvidia ร่วงลง 2.3% และหุ้น Micron Technology ดิ่งลง 4.7% ซึ่งการร่วงลงของหุ้นทั้งสองบริษัทได้กดดันดัชนี S&P500 ขณะที่หุ้น Intel ร่วงลง 5.6%
หุ้น Apple ดีดตัวขึ้น 3.6% หลังบริษัทประสบความสำเร็จใจการเปิดตัว iPhone รุ่นจอพับ ซึ่งนับเป็นครั้งแรกของบริษัท
หุ้น Macys ซึ่งเป็นผู้ประกอบการห้างสรรพสินค้า ร่วงลง 4.7% โดยแม้ว่าบริษัทปรับเพิ่มคาดการณ์ผลประกอบการรายปี แต่ตัวเลขดังกล่าวยังไม่มากพอที่จะสร้างความพอใจให้กับนักลงทุน
หุ้น American Eagle Outfitters ซึ่งเป็นผู้ผลิตเสื้อผ้า ร่วงลง 14% หลังจากบริษัทได้คงตัวเลขคาดการณ์ยอดขายรายปี ท่ามกลางความไม่แน่นอนของการใช้จ่ายสินค้าฟุ่มเฟือยในหมู่ผู้บริโภค
นักลงทุนจับตาการเปิดเผยดัชนีผู้บริโภค (CPI) ของสหรัฐฯ ในวันนี้อย่างใกล้ชิด ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ดัชนี CPI จะปรับตัวขึ้น 3.4% ในเดือนส.ค. เมื่อเทียบรายปี หลังจากที่เพิ่มขึ้น 3.4% เช่นกันในเดือนก.ค. และคาดว่าดัชนี CPI พื้นฐาน (Core CPI) ซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน จะปรับตัวขึ้น 2.4% ในเดือนส.ค. เมื่อเทียบรายปี หลังจากที่เพิ่มขึ้น 2.5% ในเดือนก.ค.
โดย รัตนา พงศ์ทวิช