ทริสเรทติ้งคงอันดับเครดิตองค์กรและหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันชุดปัจจุบันของ บมจ.โทรีเซนไทย เอเยนต์ซีส์ [TTA] ที่ระดับ BBB ด้วยแนวโน้มอันดับเครดิต Stable (คงที่) ในขณะเดียวกัน ทริสเรทติ้งยังจัดอันดับเครดิตหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันชุดใหม่ในวงเงินไม่เกิน 1.7 พันล้านบาทของบริษัทที่ระดับ BBB ด้วย โดยบริษัทจะนำเงินที่ได้จากการออกหุ้นกู้ในครั้งนี้ไปใช้ชำระหนี้ที่จะครบกำหนด
อันดับเครดิตสะท้อนถึงสถานะที่มั่นคงของบริษัทและโครงสร้างต้นทุนที่สามารถแข่งขันได้ในธุรกิจเรือขนส่งสินค้าแห้งเทกองควบคู่ไปกับขนาดของธุรกิจให้บริการนอกชายฝั่งที่ขยายตัวมากขึ้น ทริสเรทติ้งคาดว่าอัตราค่าระวางเรือขนส่งสินค้าแห้งเทกองจะยังคงเอื้ออำนวยตลอดช่วงประมาณการ 3 ปีของทริสเรทติ้งแม้ว่าจะค่อย ๆ ทยอยปรับลดลง เนื่องจากความชะงักงันจากปัญหาด้านภูมิรัฐศาสตร์และภาระที่ต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบของกองเรือโลกที่มีอายุการใช้งานสูงยังคงจำกัดประสิทธิภาพในการให้บริการของกองเรือต่อไป ธุรกิจให้บริการนอกชายฝั่งน่าจะยังคงเป็นเป็นธุรกิจที่สร้างผลการดำเนินงานที่มีนัยสำคัญแม้แนวโน้มการเติบโตของธุรกิจดังกล่าวจะขึ้นอยู่กับความสำเร็จของบริษัทในการขยายธุรกิจรื้อถอน ขนส่ง และติดตั้ง (Decommissioning and Transportation & Installation T&I) เป็นสำคัญก็ตาม
อย่างไรก็ดี อันดับเครดิตก็ถูกจำกัดโดยลักษณะที่มีความผันผวนและเป็นวงจรขึ้นลงของธุรกิจหลักของบริษัทตลอดจนการดำเนินนโยบายทางการเงินที่มีความเสี่ยงสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีความผันผวนสูงโดยไม่มีการกำหนดขีดจำกัดที่ชัดเจน
*ประเด็นสำคัญที่กำหนดอันดับเครดิต
ประสิทธิผลของอุปทานที่ยังคงตึงตัวเป็นปัจจัยสนับสนุนอัตราค่าระวางเรือ ทริสเรทติ้งคาดว่าประสิทธิผลของอุปทานจะยังคงอยู่ในภาวะตึงตัวตลอดช่วงประมาณการซึ่งจะเป็นปัจจัยที่ช่วยสนับสนุนอัตราค่าระวางเรือ ทั้งนี้ ภาวะชะงักงันที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ได้ส่งผลให้เส้นทางการค้าถูกเปลี่ยนแปลงและระยะทางในการเดินเรือก็ยาวนานขึ้น ซึ่งทำให้กำลังการขนส่งของเรือถูกใช้งานเป็นระยะเวลาที่ยาวนานขึ้นในขณะที่ต้นทุนเชื้อเพลิงที่อยู่ในระดับสูงก็ส่งผลต่อความเร็วในการเดินเรือที่ลดลง ทริสเรทติ้งคาดว่าความไม่มีประสิทธิภาพด้านอุปทานดังกล่าวจะค่อย ๆ คลี่คลายลงเมื่อความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์บรรเทาลง อย่างไรก็ตาม ข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้นรวมถึงระยะเวลาที่เรือเข้ารับการตรวจสอบพิเศษ (Special Survey) ที่ยาวนานขึ้นสำหรับกองเรือที่มีอายุมากขึ้นทั่วโลกน่าจะส่งผลลดทอนขีดความสามารถในการขนส่งที่มีอยู่ต่อไปแม้ว่าจะมีการเร่งส่งมอบเรือใหม่ก็ตาม
ทริสเรทติ้งประมาณการว่าค่าระวางเรือ (Time Charter Equivalent TCE) โดยเฉลี่ยของบริษัทจะอยู่ที่ระดับ 16,800 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อวันต่อลำในปี 2569 ก่อนจะปรับลดลงเป็น 14,500 ดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2570 และ 12,500 ดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2571 และคาดว่าบริษัทจะมีรายได้จากธุรกิจเรือขนส่งสินค้าแห้งเทกองซึ่งรวมรายได้ที่เกี่ยวข้องกับการเช่าเรือแบบรายเที่ยวอยู่ที่ระดับ 8.7 พันล้านบาทในปี 2569 และอยู่ในช่วง 7-8 พันล้านบาทต่อปีในระหว่างปี 2570-2571 ส่วนค่าใช้จ่ายในการเดินเรือนั้นคาดว่าจะยังคงอยู่ในระดับที่แข่งขันได้ที่ประมาณ 6,700-7,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อวันต่อลำ ทริสเรทติ้งคาดว่า EBITDA Margin สำหรับธุรกิจเรือขนส่งสินค้าแห้งเทกองจะอยู่ที่ระดับประมาณ 30% ในปี 2569 ที่ระดับ 27% ในปี 2570 และที่ระดับ 22% ในปี 2571 ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มการชะลอตัวของอัตราค่าระวางเรือที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าว
ธุรกิจให้บริการนอกชายฝั่งมีฐานรายได้หลักจากงานสำรวจ ซ่อมแซม และบำรุงรักษาใต้ทะเล บริษัทดำเนินธุรกิจให้บริการนอกชายฝั่งโดยผ่าน บริษัท เมอร์เมด มาริไทม์ จำกัด (มหาชน) (MML) ซึ่งบริษัทถือหุ้นในสัดส่วน 68.4% โดยงานสำรวจ ซ่อมแซม และบำรุงรักษาใต้ทะเล (Inspection, Repair, and Maintenance IRM) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภูมิภาคตะวันออกกลางนั้นเป็นฐานรายได้หลักของ MML ซึ่งมีปัจจัยสนับสนุนจากประสบการณ์การดำเนินงานที่ยาวนานและความสัมพันธ์อันแข็งแกร่งกับลูกค้า ธุรกิจดังกล่าวได้รับประโยชน์จากความต้องการงานบำรุงรักษาที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงสัญญาให้บริการรอส่งมอบ (Orderbook) ระยะยาวที่ช่วยสร้างความชัดเจนของรายได้ในอนาคต อย่างไรก็ตาม การเติบโตในอนาคตจะขึ้นอยู่กับความสามารถของ MML ในการได้รับและดำเนินโครงการรื้อถอน ขนส่ง และติดตั้งใหม่ ๆ เป็นหลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ณ เดือนมิถุนายน 2569 มูลค่าสัญญาให้บริการรอส่งมอบของ MML อยู่ที่จำนวน 750 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยประกอบด้วยงาน IRM ในสัดส่วน 76% งานรื้อถอน ขนส่ง และติดตั้ง 14% และงานวางสายเคเบิล 10% ทั้งนี้ มากกว่าครึ่งหนึ่งของงาน IRM คาดว่าจะรับรู้เป็นรายได้ภายในปี 2570 ในขณะที่ส่วนที่เหลือจะทยอยรับรู้เป็นรายได้ต่อเนื่องไปจนถึงปี 2579 ส่วนงานรื้อถอน ขนส่ง และติดตั้ง รวมถึงงานวางสายเคเบิลส่วนใหญ่นั้นมีกำหนดรับรู้รายได้ในช่วงปี 2569-2570
เมื่อพิจารณาจากงานในมือปัจจุบันและโอกาสในการได้รับสัญญาใหม่ ๆ แล้ว ทริสเรทติ้งคาดว่ารายได้จากธุรกิจให้บริการนอกชายฝั่งของบริษัทจะอยู่ที่ประมาณ 320 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2569 และจะเพิ่มขึ้นเป็น 370-380 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปีในช่วงปี 2570-2571 โดยประมาณการดังกล่าวตั้งอยู่บนสมมติฐานว่า MML จะยังคงได้รับสัญญางาน IRM อย่างต่อเนื่องและประสบความสำเร็จในการประมูลงานรื้อถอน ขนส่ง และติดตั้งใหม่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประสบการณ์ของ MML ในการดำเนินโครงการขนาดใหญ่จะช่วยเสริมความสามารถในการแข่งขันประมูลโครงการได้ในอนาคต อย่างไรก็ดี ความสามารถในการประมาณการต้นทุนให้แม่นยำขึ้นยังคงเป็นปัจจัยสำคัญต่อการฟื้นตัวของอัตรากำไร ทริสเรทติ้งคาดว่า EBITDA Margin ของบริษัทจะยังคงต่ำกว่า 6% ในปี 2569 โดยถูกกดดันจากผลขาดทุนในธุรกิจวางสายเคเบิลและความท้าทายในการดำเนินโครงการที่ยังคงมีอยู่ก่อนที่จะปรับตัวดีขึ้นสู่ระดับประมาณ 8% ในช่วงปี 2570-2571 หลังจากโครงการที่ขาดทุนได้ดำเนินการแล้วเสร็จ
ความพยายามในการกระจายธุรกิจมีความเสี่ยงด้านการดำเนินงาน ตลอดหลายปีที่ผ่านมาบริษัทได้ทำการกระจายการลงทุนไปยังหลากหลายธุรกิจ แม้ว่าธุรกิจบางส่วนที่ไม่ใช่ธุรกิจหลักจะสามารถสร้างกระแสเงินสดจากการดำเนินงานที่เป็นบวก แต่ก็มีอีกหลายธุรกิจที่ใช้เงินลงทุนจำนวนมากโดยยังไม่สามารถสร้างผลตอบแทนที่เป็นบวกได้ บริษัทยังคงแสวงหาโอกาสในการเติบโตใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี ทริสเรทติ้งมองว่าโอกาสที่โครงสร้างกำไรของบริษัทจะเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญในช่วงประมาณการนั้นยังมีจำกัด ทั้งนี้ ธุรกิจเรือขนส่งสินค้าแห้งเทกองและธุรกิจให้บริการนอกชายฝั่งยังคงเป็นธุรกิจหลักที่สร้างผลการดำเนินงานรวมกันในสัดส่วนที่มากกว่า 80% ของกำไรรวมของบริษัทอย่างสม่ำเสมอ
ในบรรดาธุรกิจที่ไม่ใช่ธุรกิจหลักนั้น ธุรกิจเคมีภัณฑ์ทางการเกษตรยังคงเป็นธุรกิจที่สร้างผลการดำเนินงานมากที่สุด โดยทริสเรทติ้งคาดว่ารายได้จากธุรกิจดังกล่าวจะอยู่ที่ระดับ 3.3-3.6 พันล้านบาทต่อปีในช่วงปี 2569-2571 ทั้งนี้ ต้นทุนวัตถุดิบที่อยู่ในระดับสูงจากผลกระทบของความขัดแย้งในตะวันออกกลางคาดว่าจะส่งผลกดดันต่อปริมาณการขายปุ๋ยและทำให้ EBITDA Margin ของบริษัทลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 5% ในปี 2569 อย่างไรก็ดี ทริสเรทติ้งคาดว่าอัตรากำไรจะฟื้นตัวสู่ระดับ 7%-8% ในช่วงปี 2570-2571 เมื่อราคาวัตถุดิบปรับตัวเข้าสู่ภาวะปกติและสภาวะตลาดดีขึ้น
สำหรับธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มนั้น บริษัทดำเนินธุรกิจร้านอาหารบริการด่วนภายใต้แบรนด์ Pizza Hut และ Taco Bell โดย ณ เดือนมิถุนายน 2569 บริษัทมีสาขา Pizza Hut จำนวน 212 สาขาและ Taco Bell จำนวน 45 สาขา ทริสเรทติ้งคาดว่าบริษัทจะขยายสาขาสุทธิรวมกันอีกประมาณ 5-10 สาขาต่อปีในช่วงปี 2569-2571 อย่างไรก็ตาม กำลังซื้อของผู้บริโภคที่อ่อนแอและการแข่งขันที่ทวีความรุนแรงมีแนวโน้มที่จะยังคงกดดันความสามารถในการทำกำไร ในการนี้ ทริสเรทติ้งคาดว่าบริษัทจะมีรายได้จากธุรกิจนี้อยู่ที่ประมาณ 2.2-2.4 พันล้านบาทต่อปีและจะมี EBITDA Margin อยู่ที่ระดับประมาณ 10% ตลอดช่วงประมาณการ
ธุรกิจใหม่อื่น ๆ ของบริษัทนั้นประกอบด้วยธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รวมถึงธุรกิจรถบรรทุกไฟฟ้าและรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า สำหรับธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์นั้น กิจการร่วมค้าที่บริษัทถือหุ้นในสัดส่วนประมาณ 60% มีแผนจะพัฒนาโครงการ The 125 Sathorn ซึ่งเป็นโครงการคอนโดมิเนียมแนวสูงในย่านศูนย์กลางธุรกิจของกรุงเทพมหานคร อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันโครงการคาดว่าจะล่าช้าออกไปอีกประมาณ 2-3 ปีเนื่องจากประเด็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการตีความแนวปฏิบัติตามข้อกำหนดบางประการ ซึ่งล่าสุดอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลปกครองสูงสุด ในขณะเดียวกัน ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับยานยนต์ไฟฟ้าก็ยังคงอยู่ในระยะเริ่มต้นและไม่น่าจะมีส่วนช่วยสร้างผลกำไรได้อย่างมีนัยสำคัญในช่วงประมาณการ
การลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลเพิ่มความไม่แน่นอนต่อฐานะทางการเงิน บริษัทบริหารการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลภายใต้กรอบการบริหารสภาพคล่องมากกว่าการกำหนดขีดจำกัดการลงทุนที่ชัดเจน ฝ่ายบริหารกำหนดให้บริษัทต้องรักษาระดับเงินสดขั้นต่ำที่พร้อมใช้งานจำนวน 4 พันล้านบาท ก่อนที่จะตัดสินใจลงทุนใหม่ ซึ่งช่วยบรรเทาความเสี่ยงเชิงลบได้ในระดับหนึ่งแต่ไม่ได้เป็นการจำกัดขนาดของการถือครองสินทรัพย์ดิจิทัลโดยตรง ซึ่งถือเป็นปัจจัยที่จำกัดอันดับเครดิตเนื่องจากจะก่อให้เกิดความไม่แน่นอนเกี่ยวกับฐานะทางการเงินของบริษัทในอนาคต ความกังวลหลักของทริสเรทติ้งไม่ได้อยู่ที่ระดับการถือครองสินทรัพย์ดิจิทัลในปัจจุบัน แต่อยู่ที่แนวโน้มที่บริษัทอาจเข้าซื้อสินทรัพย์ดังกล่าวเพิ่มเติมในเชิงเก็งกำไร รวมถึงขนาดความเสี่ยงจากสินทรัพย์ดิจิทัลที่บริษัทอาจมีในท้ายที่สุด
บริษัทยังคงดำเนินธุรกรรมเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นระยะทั้งการซื้อและการจำหน่ายออก ซึ่งลดทอนความสามารถในการคาดการณ์ระดับเงินสดสุทธิที่ใช้ในการคำนวณหนี้สินทางการเงินที่ปรับปรุงแล้วและตัวชี้วัดเครดิตที่สำคัญต่าง ๆ ลงไป ทั้งนี้ ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 บริษัทถือครองสินทรัพย์ดิจิทัลตามที่แสดงอยู่ในงบการเงินรวมที่ประมาณ 5.8 พันล้านบาท
ภาระหนี้อยู่ในระดับปานกลาง เงินสดจำนวนมากที่บริษัทถือครองอยู่ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยรองรับความผันผวนตามวงจรของธุรกิจหลักและสนับสนุนฐานะทางการเงินของบริษัท ซึ่ง ณ เดือนมิถุนายน 2569 บริษัทมีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดจำนวน 8.4 พันล้านบาทเมื่อเทียบกับหนี้สินรวมจำนวน 1.13 หมื่นล้านบาท ในการนี้ ทริสเรทติ้งคาดว่าอัตราส่วนหนี้สินทางการเงินที่ปรับปรุงแล้วต่อ EBITDA ของบริษัทจะยังคงอยู่ในระดับปานกลางที่ประมาณ 1.4-1.5 เท่าตลอดช่วงประมาณการ
ประมาณการกรณีฐานของทริสเรทติ้งคาดว่าบริษัทจะมีรายได้ที่ระดับประมาณ 2.54 หมื่นล้านบาทในปี 2569 และที่ระดับ 2.6-2.7 หมื่นล้านบาทต่อปีในช่วงปี 2570-2571 โดยคาดว่า EBITDA Margin จะอยู่ที่ระดับ 13%-14% ในช่วงปี 2569-2570 ก่อนที่จะปรับลดลงมาอยู่ที่ระดับประมาณ 11% ในปี 2571 ซึ่งสะท้อนถึงผลกำไรจากธุรกิจเรือขนส่งสินค้าแห้งเทกองที่อ่อนตัวลงเนื่องจากอัตราค่าระวางเรือปรับเข้าสู่ภาวะปกติ ส่งผลให้ EBITDA จะอยู่ที่ประมาณ 3.3-3.4 พันล้านบาทในช่วงปี 2569-2570 และประมาณ 2.8 พันล้านบาทในปี 2571
ทริสเรทติ้งคาดว่าบริษัทจะมีค่าใช้จ่ายฝ่ายทุนและการลงทุนรวมอยู่ที่ระดับประมาณ 2.0-2.5 พันล้านบาทต่อปีในช่วงปี 2569-2570 และจะลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 1.5 พันล้านบาทในปี 2571 โดยค่าใช้จ่ายดังกล่าวจะเน้นไปที่การปรับปรุงและทดแทนกองเรือขนส่งสินค้าแห้งเทกองรวมถึงการปรับปรุงอุปกรณ์สำหรับธุรกิจให้บริการนอกชายฝั่ง โดยแผนการลงทุนดังกล่าวได้รวมถึงการซื้อเรือขนส่งสินค้าแห้งเทกองมือสองจำนวน 2 ลำในปี 2569 และอีก 1 ลำในปี 2570
ข้อกำหนดทางการเงินที่สำคัญของหุ้นกู้ระบุให้บริษัทต้องดำรงอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อทุนให้อยู่ในระดับต่ำกว่า 2 เท่า โดย ณ เดือนมิถุนายน 2569 อัตราส่วนดังกล่าวอยู่ที่ 0.07 เท่า ซึ่งทริสเรทติ้งเชื่อว่าบริษัทน่าจะสามารถปฏิบัติตามข้อกำหนดทางการเงินดังกล่าวได้ตลอดช่วงระยะเวลาประมาณการสภาพคล่องอยู่ในระดับแข็งแรง
ทริสเรทติ้งประเมินว่าสภาพคล่องของบริษัทอยู่ในระดับที่แข็งแรงและน่าจะเพียงพอในการรองรับความต้องการใช้เงินทุนของบริษัทในช่วง 12 เดือนข้างหน้า โดยแหล่งที่มาของเงินทุนประกอบด้วยเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดจำนวนประมาณ 8.4 พันล้านบาท ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2569 เงินทุนจากการดำเนินงานที่คาดว่าจะอยู่ที่ระดับประมาณ 3.8 พันล้านบาท และเงินที่ได้จากการออกหุ้นกู้ใหม่จำนวน 1.7 พันล้านบาท ส่วนในด้านการใช้เงินทุนนั้นจะประกอบด้วยการชำระหนี้สินทางการเงินที่จำนวนประมาณ 3.7 พันล้านบาท แผนการลงทุนที่จำนวนประมาณ 2 พันล้านบาท และเงินปันผลที่จำนวน 451 ล้านบาทโครงสร้างหนี้
ณ เดือนมิถุนายน 2569 บริษัทมีหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยรวมทั้งสิ้นจำนวน 1.09 หมื่นล้านบาท โดยบริษัทมีหนี้ที่มีลำดับในการได้รับชำระคืนก่อนจำนวน 1.7 พันล้านบาทซึ่งคิดเป็นอัตราส่วนหนี้ที่มีลำดับในการได้รับชำระคืนก่อนต่อหนี้สินรวมที่ระดับ 16%
สมมติฐานกรณีพื้นฐานสำคัญ ๆ ของทริสเรทติ้งสำหรับการดำเนินงานของบริษัทในช่วงระหว่างปี 2569-2571 มีดังนี้
- ค่าระวางเรือโดยเฉลี่ยต่อวันจะอยู่ที่จำนวน 16,800 ดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2569 จำนวน 14,500 ดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2570 และจำนวน 12,500 ดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2571
- ธุรกิจให้บริการนอกชายฝั่งจะมีรายได้รวมที่จำนวน 320 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2569 และจะเพิ่มขึ้นเป็น 370-380 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปีในระหว่างปี 2570-2571
- รายได้รวมจะอยู่ที่จำนวน 2.54 หมื่นล้านบาทในปี 2569 และที่จำนวน 2.6-2.7 หมื่นล้านบาทต่อปีในระหว่างปี 2570-2571
- EBITDA Margin จะอยู่ที่ระดับประมาณ 13%-14% ในช่วงปี 2569-2570 และที่ระดับ 11% ในปี 2571
- ค่าใช้จ่ายฝ่ายทุนและเงินลงทุนคาดว่าจะอยู่ที่จำนวนประมาณ 2.0-2.5 พันล้านบาทต่อปีในช่วงปี 2569-2570 และประมาณ 1.5 พันล้านบาทในปี 2571
แนวโน้มอันดับเครดิต
แนวโน้มอันดับเครดิต Stable (คงที่) สะท้อนถึงความคาดหมายของทริสเรทติ้งว่าธุรกิจหลักของบริษัทคือธุรกิจเรือขนส่งสินค้าแห้งเทกองและธุรกิจให้บริการนอกชายฝั่งจะยังคงสร้างผลการดำเนินงานที่น่าพอใจตลอดช่วงประมาณการ นอกจากนี้ ทริสเรทติ้งยังคาดว่าบริษัทจะค่อย ๆ ปรับปรุงกลยุทธ์การบริหารจัดการสินทรัพย์ดิจิทัลให้มีความชัดเจนและเป็นระบบมากยิ่งขึ้นพร้อมทั้งแสดงให้เห็นถึงการปฏิบัติตามกรอบการบริหารจัดการดังกล่าวอย่างสม่ำเสมอ