ไทยและกัมพูชาได้เสร็จสิ้นการประชุมประนอมข้อพิพาทระหว่างประเทศเป็นครั้งแรกเป็นเวลา 3 วัน ณ สิงคโปร์ เมื่อวันพุธ เพื่อหารือเกี่ยวกับการอ้างสิทธิ์ทางทะเลที่ทับซ้อนกันระหว่างทั้งสองประเทศ
การดำเนินกระบวนการดังกล่าวอยู่ภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS)
การประนอมข้อพิพาทภาคบังคับภายใต้ UNCLOS เป็นกระบวนการที่ไม่ใช่การตัดสินคดี โดยมีคณะกรรมาธิการที่เป็นกลางทำหน้าที่ช่วยเหลือคู่กรณีในการแสวงหาข้อยุติในข้อพิพาทอย่างฉันมิตร
กระทรวงการต่างประเทศไทยระบุว่า กระบวนการประนอมข้อพิพาทคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 12 เดือน หลังจากนั้นคณะกรรมาธิการ UNCLOS จะออกรายงานซึ่งประกอบด้วยข้อสรุปหรือข้อเสนอแนะ อย่างไรก็ตาม ข้อสรุปหรือข้อเสนอแนะดังกล่าวไม่มีผลผูกพันต่อคู่กรณีแต่อย่างใด
นายปรัก สุคน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของกัมพูชา กล่าวว่า กัมพูชาต้องการบรรลุข้อตกลงกับไทย โดยได้รับความช่วยเหลือจากคณะกรรมาธิการ และดำเนินการให้สอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศด้วยการจัดทำสนธิสัญญากับไทย เพื่อกำหนดเส้นเขตแดนทางทะเลร่วมกันเพียงเส้นเดียว ซึ่งครอบคลุมสิทธิและวัตถุประสงค์ต่าง ๆ ทางทะเลระหว่างทั้งสองประเทศ
ด้านนายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการประชุมครั้งแรกกับคณะกรรมาธิการประนอมระหว่างไทยกับกัมพูชา ภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) ณ สิงคโปร์ โดยย้ำสาระสำคัญจากถ้อยแถลงของนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในฐานะตัวแทนประเทศไทย ว่า จุดยืนของไทยชัดเจน คือ ไทยต้องการสันติภาพและพร้อมพูดคุยหารือกับกัมพูชา ในฐานะประเทศเพื่อนบ้าน แต่การเป็นเพื่อนบ้านที่ดีไม่ได้หมายความว่า ไทยจะยอมเสียสิทธิ อธิปไตย หรือปล่อยให้ข้อกล่าวหาที่ฝ่ายไทยเห็นว่า ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงผ่านไปโดยไม่มีการชี้แจง
รัฐบาลสรุป 6 จุดยืนสำคัญของประเทศไทย ดังนี้
1. ไทยต้องการสันติภาพ แต่สันติภาพต้องไม่แลกกับอธิปไตย
ประเทศไทยยึดแนวทางสันติและการพูดคุยหารือในกรอบทวิภาคีที่มีอยู่มาโดยตลอด เพราะไทยกับกัมพูชาเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่ต้องอยู่ร่วมกันต่อไป แต่ในเวลาเดียวกัน ไทยมีหน้าที่ปกป้องอธิปไตย สิทธิอธิปไตย และผลประโยชน์ของประเทศอย่างเต็มที่ตามกฎหมายระหว่างประเทศ
2. เรื่องที่คุยกันครั้งนี้คือ เขตทางทะเล ไม่ใช่ เขตแดนทางบก และไม่เกี่ยวกับเกาะกูด
ฝ่ายไทยยืนยันชัดเจนต่อคณะกรรมาธิการว่า กระบวนการประนอมครั้งนี้มีขอบเขตเฉพาะการกำหนดเขตทางทะเลระหว่างไทยกับกัมพูชาในอ่าวไทยเท่านั้น ไม่เกี่ยวข้องกับอธิปไตยเหนือดินแดนทางบก รวมถึงเกาะกูด
ไทยยืนยันเขตทางทะเลตามพระบรมราชโองการลงวันที่ 18 พฤษภาคม 2516 และปฏิเสธเส้นเขตไหล่ทวีปที่กัมพูชาอ้างสิทธิฝ่ายเดียวเมื่อปี 2515 ซึ่งฝ่ายไทยยืนยันว่าไม่มีพื้นฐานทางกฎหมาย
3. ไทยพร้อมใช้กฎหมายระหว่างประเทศ แต่กฎหมายต้องอยู่บนข้อเท็จจริง
ประเทศไทยยึดมั่นใน UNCLOS และกฎหมายระหว่างประเทศ และเข้าร่วมกระบวนการประนอมด้วยความสุจริตใจ แต่การใช้กฎหมายระหว่างประเทศต้องอยู่บนข้อเท็จจริง ไม่ใช่การกล่าวอ้างฝ่ายเดียวหรือใช้เวทีระหว่างประเทศสร้างความชอบธรรมให้ตนเอง
รัฐบาลยืนยันว่า หากมีการกล่าวหาประเทศไทยด้วยข้อมูลที่ฝ่ายไทยเห็นว่าคลาดเคลื่อน บิดเบือน หรือไม่มีมูล ไทยมีหน้าที่ชี้แจงข้อเท็จจริงและปกป้องชื่อเสียงของประเทศ
4. MOU 2544 ไม่ใช่ข้ออ้างว่าไทยปิดประตูการเจรจา
ฝ่ายไทยชี้แจงว่า ข้อกล่าวอ้างที่ว่า เมื่อไทยยกเลิก MOU 2544 แล้ว กัมพูชาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเข้าสู่กระบวนการประนอม ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงตามจุดยืนของไทย
ตลอดระยะเวลา 25 ปี มีการประชุมอย่างเป็นทางการภายใต้กลไกดังกล่าวเพียงสองครั้ง และไม่สามารถสร้างความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรม ขณะเดียวกัน ไทยเคยเสนอให้ทั้งสองประเทศกลับมาเจรจาเรื่องเขตทางทะเลโดยตรง
ดังนั้น ไทยไม่ได้ปิดประตู แต่เสนอทางออกและเปิดประตูการเจรจามาโดยตลอด
5. ไทยเลือก การทูต + กฎหมาย ไม่เลือกการกล่าวหากัน
แนวทางของไทยคือ ใช้กฎหมายระหว่างประเทศเพื่อรักษาสิทธิของประเทศ และใช้การทูตเพื่อหาทางออกระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน เพราะความขัดแย้งไม่ควรถูกทำให้กลายเป็นการแข่งขันว่าใครกล่าวหาอีกฝ่ายได้มากกว่า หรือใครสร้างภาพว่าตนเป็นผู้ถูกกระทำได้มากกว่า
ไทยพร้อมพูดคุยบนพื้นฐานของความจริงใจ แต่ความจริงใจต้องเกิดจากทั้งสองฝ่าย และการฟื้นความสัมพันธ์จะเกิดขึ้นได้เมื่อมีความไว้วางใจและเคารพซึ่งกันและกัน
6. เวทีนี้ไม่ควรมีผู้ชนะหรือผู้แพ้ แต่ประเทศไทยต้องไม่เป็นฝ่ายเสียสิทธิ
เป้าหมายของไทยคือการหาข้อยุติเรื่องเขตทางทะเลที่เป็นธรรม ใช้ได้จริง และยั่งยืน เพราะไม่ว่ากระบวนการนี้จะจบลงอย่างไร ไทยกับกัมพูชายังคงเป็นประเทศเพื่อนบ้านกันต่อไป
รัฐบาลจึงต้องการให้ปัญหาที่มีอยู่ได้รับการแก้ไขอย่างถูกต้อง ไม่ทิ้งความขัดแย้งไว้ให้คนรุ่นต่อไป แต่ในกระบวนการดังกล่าว ผลประโยชน์ของประเทศ อธิปไตย และสิทธิอันชอบธรรมของไทยต้องได้รับการปกป้องอย่างเต็มที่
โดย ก้องเกียรติ กอวีรกิติ