บล.เอเซีย พลัส ประเมินภาพรวมตลาดทุนโลกและทิศทางตลาดหุ้นไทย หลังผลการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ประจำเดือนก.ย. มีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% สู่ระดับ 4.00% เพื่อสยบอัตราเงินเฟ้อที่ยังทรงตัวสูงกว่ากรอบเป้าหมาย 2% พร้อมส่งสัญญาณผ่าน Dot Plot ที่เข้มงวดกว่าที่ตลาดคาด โดยระบุว่าอาจมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกอย่างน้อย 1 ครั้งภายในปีนี้ ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และแรงกดดันทางนโยบายที่เริ่มขยายวงจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีไปสู่กลุ่มอสังหาริมทรัพย์และค้าปลีก อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิจัยฯ แนะนำกลยุทธ์ Selective Buy โดยเน้นเฟ้นหาหุ้นที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัวและมีเกราะป้องกันความเสี่ยงจากนโยบายภาครัฐ
มติการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC) ประจำเดือนกันยายน 2569 ได้สร้างความผันผวนให้แก่ตลาดการเงินทั่วโลก หลังจาก FED ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 3.75%-4.00% ตามคาด เพื่อควบคุมเงินเฟ้อที่ยังไร้สัญญาณชะลอตัวที่ชัดเจน ทว่าประมาณการอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Dot Plot) กลับส่งสัญญาณเข้มงวด (Hawkish) มากกว่าที่ตลาดประเมินไว้ โดยกรรมการ FOMC ถึง 16 ท่านเห็นควรให้ปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกอย่างน้อย 1 ครั้งภายในปีนี้ และอีก 4 ท่านมองว่าควรขึ้นถึง 0.50% ก่อนจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ตลอดปี 2570 แล้วจึงทยอยปรับลดลงเพียงปีละ 1 ครั้งสู่ระดับ 3.6% ในปี 2572
ขณะที่ นายเควิน วอร์ช (Kevin Warsh) ประธาน FED ส่งสัญญาณเตือนถึง 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ ตลาดแรงงานสหรัฐฯ ที่ยังแข็งแกร่งเกินคาด แนวโน้มเงินเฟ้อที่ยังไม่น่าไว้วางใจ และความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์จากการพุ่งขึ้นของราคาพลังงานและสินค้าเกษตรที่อาจส่งผ่านไปสู่เงินเฟ้อในวงกว้าง ความเข้มงวดทางนโยบายการเงินดังกล่าว ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี (Bond Yield) พุ่งขึ้นทำสถิติสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2550 สร้างแรงกดดันอย่างหนักต่อสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก โดยเฉพาะกลุ่มที่มี Valuation สูงและตลาดเกิดใหม่ที่อ่อนไหวต่อกระแสเงินทุนไหลออก
นอกจากนี้ สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ยังลงมติ 262 ต่อ 159 เสียง ผ่านร่างกฎหมายเปิดทางให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ บังคับใช้มาตรการภาษีขั้นเด็ดขาด โดยเก็บภาษี 500% สำหรับสินค้านำเข้าจากรัสเซีย และเพิ่มภาษี 100% สำหรับประเทศที่ยังคงนำเข้าพลังงานจากรัสเซียหรือช่วยหลีกเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตร ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้สร้างบ้านใหม่สหรัฐฯ ดิ่งลงเหลือเพียง 32 จุด ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดของปี สะท้อนถึงผลกระทบจากอัตราดอกเบี้ยที่ทรงตัวในระดับสูงยาวนาน
ในฝั่งอุตสาหกรรมนวัตกรรมและเทคโนโลยีสากล ตลาดได้รับปัจจัยบวกเฉพาะตัวจากความเคลื่อนไหวในวงการเซมิคอนดักเตอร์และอุตสาหกรรมบันเทิง โดยสำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า SK Hynix ยักษ์ใหญ่ผลิตชิปจากเกาหลีใต้ กำลังพิจารณาทางเลือกในการร่วมมือกับ Intel เพื่อผลิตชิปหน่วยความจำในรัฐโอไฮโอ สหรัฐอเมริกา ตามคำเรียกร้องของกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ เพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนชิปทั่วโลก ซึ่งหนุนให้ราคาหุ้น Intel และ SK Hynix ปรับตัวขึ้นทันที ขณะที่ในฝั่งความบันเทิง ภาพยนตร์เรื่อง Spider-Man: Brand New Day สร้างปรากฏการณ์กวาดรายได้ในสหรัฐฯ สูงถึง 936 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แซงหน้าแชมป์เก่าอย่าง Star Wars: The Force Awakens ขึ้นแท่นภาพยนตร์ทำรายได้สูงสุดเป็นประวัติศาสตร์ของสหรัฐฯ ซึ่งส่งผลบวกโดยตรงต่อ Sony Group ในฐานะผู้ถือลิขสิทธิ์ภาพยนตร์ดังกล่าว
เจาะลึกความเคลื่อนไหวเศรษฐกิจและทิศทางตลาดทุนไทย สำหรับตลาดหุ้นไทย (SET Index) เผชิญสภาวะความผันผวนและสุ่มเสี่ยงต่อการปรับฐานลง จาก 2 ปัจจัยกดดันหลักในกลุ่มพลังงานและโรงกลั่น ซึ่งมีสัดส่วนรวมกันเกือบ 1 ใน 3 ของมูลค่าตลาดรวม ประการแรก ราคาน้ำมันดิบโลกเริ่มย่อตัวลง โดย Brent ลดลง -2.69% ปิดที่ 105.83 ดอลลาร์/บาร์เรล และ WTI ลดลง -3.21% ปิดที่ 102.43 ดอลลาร์/บาร์เรล หลังท่อส่งน้ำมัน East-West Pipeline ของซาอุดีอาระเบียที่ได้รับความเสียหายจากโดรนโจมตีเตรียมกลับมาเปิดดำเนินการในไม่กี่วัน ช่วยผ่อนคลาย Risk Premium ฝั่งอุปทาน ผสานกับประธานาธิบดีทรัมป์เตรียมเข้าพบผู้นำกลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซียที่นิวยอร์กในสัปดาห์หน้าเพื่อหารือข้อตกลงตึงเครียดกับอิหร่าน
ประการที่สอง ตลาดเผชิญปัจจัยกดดันเชิงนโยบายในประเทศ หลังราชกิจจานุเบกษาประกาศยกเลิกประกาศ กบง. เดิม และปรับเพิ่มส่วนลดราคาดีเซลหมุนเร็ว ณ โรงกลั่น เป็น 4.00 บาท/ลิตร (ครอบคลุม B0, B7, B20) มีผลตั้งแต่วันที่ 16 กุมภาพันธ์ ถึง 31 ตุลาคม 2569 (รวม 1.5 เดือน) เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ฝ่ายวิจัยฯ ประเมินว่าการแทรกแซงราคาที่เข้มข้นของภาครัฐจะสร้างความไม่แน่นอนทางนโยบายในระยะยาว และกดดันค่าการกลั่น (GRM) ในตลาดสิงคโปร์ให้อ่อนตัวลง ซ้ำเติมผลการดำเนินงานงวดครึ่งปีหลังของกลุ่มโรงกลั่นให้ฟื้นตัวได้อย่างจำกัด
นอกจากนี้ ตลาดหุ้นไทยยังได้รับแรงกดดันจากกระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) ที่ไหลออกรุนแรง โดยวานนี้นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิในตลาดหุ้นไทยสูงถึง 7,200 ล้านบาท ซึ่งเป็นการขายสุทธิหนักที่สุดในรอบ 6 เดือน (หากไม่นับรายการ Big Lot) พร้อมทั้งเปิดสถานะ Net Short ในตลาด SET50 Index Futures สูงถึง 28,000 สัญญา สะท้อนว่านักลงทุนต่างชาติเพิ่มการป้องกันความเสี่ยงอย่างเข้มงวด ผนวกกับความไม่แน่นอนทางการเมืองภายในประเทศที่ยังคงทรงตัวในระดับสูง และการเลื่อนมาตรการ ไทยเที่ยวไทย ออกไป ส่งผลให้แรงกระตุ้นภาคการบริโภคและการท่องเที่ยวชะลอตัวกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้
เปิดโผกลุ่มอุตสาหกรรมรับอานิสงส์และกลยุทธ์การลงทุน จากทิศทางอัตราดอกเบี้ยโลกที่ยืนสูงยาวนานและความผันผวนภายในประเทศ ฝ่ายวิจัยฯ แนะนำให้นักลงทุนปรับกลยุทธ์ไปสู่การ Selective Buy หรือการเลือกลงทุนเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมและหุ้นที่มีปัจจัยขับเคลื่อนเฉพาะตัว (Catalyst) มากกว่าการลงทุนตามภาพรวมดัชนี โดยแบ่งเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายดังนี้:
- กลุ่มเครื่องดื่มและพาณิชย์ที่มีประเด็นบวกเฉพาะตัว: ได้รับประโยชน์จากแนวโน้มราคาน้ำมันดิบที่ย่อตัวลง ช่วยลดภาระค่าครองชีพและต้นทุนขนส่ง พร้อมรับอานิสงส์จากมาตรการกระตุ้นการบริโภคภาครัฐอย่าง ไทยช่วยไทยพลัส และแผนการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ (IPO) ของบริษัทในเครือ
- กลุ่มรับเหมาก่อสร้างและวัสดุก่อสร้าง: ได้รับปัจจัยสนับสนุนโดยตรงจาก พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ที่ผ่านความเห็นชอบจากสภาฯ ซึ่งช่วยเร่งรัดการเปิดประมูลโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ และเติมเต็มมูลค่างานในมือ (Backlog) ให้เติบโตอย่างมั่นคง
- กลุ่มสื่อและโฆษณา: รับ Sentiment เชิงบวกจากมหกรรมกีฬาแห่งเอเชีย (Asian Games) ที่จะช่วยหนุนเม็ดเงินโฆษณา สปอนเซอร์ และกิจกรรม Sports Marketing ให้คึกคักอย่างมากในช่วงปลายปี
- กลุ่มเทคโนโลยีและไซเบอร์ซีเคียวริตี้สากล: ได้รับอานิสงส์อย่างต่อเนื่องจากการขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐาน AI และความยืนยันจากผู้นำเทคโนโลยีโลกที่ไม่ชะลอการพัฒนา ซึ่งผลักดันให้องค์กรธุรกิจต้องเพิ่มงบประมาณด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์
แนะนำหุ้นเด่นและทิศทางเทคนิคประจำวัน ที่มีปัจจัยหนุนเฉพาะตัวและรูปแบบทางเทคนิคที่โดดเด่น เพื่อการเก็งกำไรในภาวะตลาดผันผวน:
- NVDA80: หุ้นเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลก ได้รับ Sentiment เชิงบวกในระยะสั้น หลัง เจนเซน หวาง (Jensen Huang) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ยืนยันว่าบริษัทจะไม่ชะลอการพัฒนาเทคโนโลยี AI ส่งผลให้แนวโน้มอุปสงค์ชิปประมวลผลยังคงขยายตัวแข็งแกร่ง (แนวรับ 35.25 บาท / แนวต้าน 37.00 บาท / จุดตัดขาดทุน 34.50 บาท)
- CRWD80: ได้รับประโยชน์โดยตรงจากการพัฒนาเทคโนโลยี AI ที่รวดเร็ว ซึ่งบีบให้องค์กรทั่วโลกต้องให้ความสำคัญและเพิ่มงบประมาณการป้องกันความปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cyber Security) (แนวรับ 31.50 บาท / แนวต้าน 33.25 บาท / จุดตัดขาดทุน 30.00 บาท)
- CBG: รับผลบวกหลักจากการคาดการณ์มาตรการ ไทยช่วยไทยพลัส ของภาครัฐ ผสานกับราคาน้ำมันที่ย่อตัวช่วยลดภาระค่าครองชีพ และมี Catalyst สำคัญในระยะยาวจากการเตรียมนำ CJ MORE เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ (แนวรับ 51.00 บาท / แนวต้าน 54.00 บาท / จุดตัดขาดทุน 48.25 บาท)
- CK: ได้รับปัจจัยหนุนเต็มเม็ดเต็มหน่วยหลังจาก พ.ร.บ. งบประมาณปี 2570 ผ่านการอนุมัติจากสภาฯ หนุนความคาดหวังการเดินหน้าเปิดประมูลโครงการเมเกะโปรเจกต์ภาครัฐ และช่วยเพิ่ม Backlog ในมืออย่างต่อเนื่อง (แนวรับ 17.60 บาท / แนวต้าน 18.30 บาท / จุดตัดขาดทุน 17.20 บาท)
- PLANB: รับแรงหนุนจากการเข้าสู่ช่วง High Season ของเม็ดเงินโฆษณาปลายปี และธีม Asian Games พร้อมเก็งกำไรระยะสั้นจากการประชุม EGM ของ COM7 เกี่ยวกับการแต่งตั้งกรรมการใหม่ 2 ท่านที่มาจาก PLANB (แนวรับ 6.15 บาท / แนวต้าน 6.55 บาท / จุดตัดขาดทุน 6.00 บาท)