สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บอร์ด BOI) ร่วมกับ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ดำเนินโครงการ BOI to IPO เพื่อส่งเสริมและปลดล็อกผู้ประกอบการเป้าหมาย โดยเฉพาะในกลุ่มเศรษฐกิจใหม่ (New Economy) ให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนในตลาดทุนไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมอัดสิทธิประโยชน์ทางภาษีซ้อนสองชั้น หวังดึงดูดการลงทุนระยะยาวและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ปาถกฐาพิเศษ BOI to IPO เส้นทางขับเคลื่อน New Economy ว่า การผนึกกำลังของทั้ง 3 หน่วยงาน ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทยที่เผชิญภาวะเติบโตต่ำมาอย่างยาวนาน เพราะรัฐบาลได้วางนโยบายให้การลงทุนเป็นหัวหอกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เนื่องจากเม็ดเงินลงทุนไม่เพียงแต่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น แต่ยังเป็นการวางรากฐานและเพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจในระยะยาว คล้ายกับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในอดีต เช่น สนามบินสุวรรณภูมิ ท่าเรือ และเขตอุตสาหกรรม ที่ส่งผลให้ภาคการท่องเที่ยวและการส่งออกของไทยเติบโตอย่างก้าวกระโดด
ในบริบทโลกปัจจุบันที่เผชิญภาวะสงครามซึ่งประเทศไทยได้รับผลกระทบเช่นกัน แต่ก็เป็นโอกาสแฝง สำหรับประเทศไทย เนื่องจากบริษัทยักษ์ใหญ่ทั่วโลกต่างต้องการกระจายห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) และหาฐานการลงทุนใหม่ๆ แต่ต่างจากในอดีตที่มุ่งเน้นกรลงทุนในประเทศมหาอำนาจ ซึ่งไทยจำเป็นต้องคว้าโอกาสนี้ในการดึงดูดอุตสาหกรรมยุคใหม่ (New Economy) เช่น AI, ยานยนต์แห่งอนาคต (EV), ดาต้าเซ็นเตอร์ และอุตสาหกรรม Wellness เข้ามาในประเทศ
ภารกิจของ BOI เปรียบเสมือน ผู้หว่านเมล็ดพันธุ์ ซึ่งที่ผ่านมาได้เดินหน้าปลดล็อกกฎระเบียบและอุปสรรคต่างๆ ผ่านมาตรการ Thailand Fast Track ทำให้ตัวเลขขอรับการส่งเสริมการลงทุนสูงถึง 1.4 ล้านล้านบาท และในครึ่งปีแรกที่ผ่านมา สามารถอนุมัติเป็นเม็ดเงินลงทุนจริงได้แล้วกว่า 5 แสนล้านบาท ส่งผลให้ภาพรวมการลงทุนในไตรมาส 1 และไตรมาส 2 เติบโตขึ้น 10% และเกือบ 14% ตามลำดับ สะท้อนให้เห็นว่านักลงทุนต่างชาติปรับเปลี่ยนมุมมองและเชื่อมั่นในศักยภาพของไทยมากขึ้น
นอกจากการดึงเม็ดเงินลงทุน รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการให้คนไทยได้รับประโยชน์สูงสุดผ่านโครงการ Skill Bridge เพื่อให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี (Tech Transfer) สู่คนไทย โดยในช่วง 2 ไตรมาสที่ผ่านมา สามารถอบรมทักษะใหม่ๆ ให้แรงงานไทย โดยเฉพาะทักษะด้านเศรษฐกิจดิจิทัล การวัดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ และอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่
พร้อมยกตัวอย่างความสำเร็จของอุตสาหกรรมใหม่ในไทย เช่น อุตสาหกรรมผลิตอุปกรณ์ส่งข้อมูลด้วยแสง (Optical Transceiver) ที่จำเป็นต่อระบบ AI ระดับโลก ซึ่งมีฐานการผลิตใหญ่ในจังหวัดสระบุรี จ้างงานคนไทยพร้อมให้ค่าตอบแทนสูงกว่าปกติ รวมถึงการกำหนดให้บริษัทต่างชาติทำ R&D ร่วมกับมหาวิทยาลัยในไทย เช่น มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี
ขณะเดียวกัน ไทยยังเป็นฐานการผลิตใหญ่ของโลกในกลุ่มแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) ที่ใช้ในสมาร์ทโฟนแบรนด์ดังระดับโลก ซึ่งการลงทุนเหล่านี้จะช่วยดึง SME ไทย เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานระดับโลก (Global Supply Chain) ในฐานะ Tier 1, 2 และ 3 ตามรอยความสำเร็จของอุตสาหกรรมยานยนต์ในอดีต
โครงการ BOI to IPO จะต่อยอดให้เมล็ดพันธุ์ทางเศรษฐกิจ หยั่งรากลึก ลงในประเทศไทย โดยที่ ก.ล.ต. และตลาดหลักทรัพย์ฯ จะทำหน้าที่เป็น ผู้ใส่ปุ๋ย โดยจะมอบสิทธิประโยชน์ (Incentive) และเปิดช่องทางพิเศษ (Special Track) ให้กับบริษัทข้ามชาติและบริษัทไทยในกลุ่ม New Economy ที่ได้รับ BOI เข้ามาระดมทุน (IPO) ในตลาดหลักทรัพย์ของไทย เป้าหมายสูงสุดคือการนำบริษัทศักยภาพสูง เช่น ผู้ผลิต Smart Electronics, Optical Transceiver, PCB, สมาร์ทฟาร์มมิ่ง, อาหารสัตว์เลี้ยง และ Wellness เข้าสู่ตลาดหุ้น
โลกมีหุ้นเทคโนโลยี 7 นางฟ้า 8 นางฟ้า เราจะทำอย่างไรให้มีหุ้นนางฟ้าเหล่านี้เกิดขึ้นและจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย นี่คือ KPI สำคัญของทั้ง 3 หน่วยงานที่ต้องทำงานร่วมกัน ไม่ใช่ต่างคนต่างทำอีกต่อไป เพื่อให้สามารถทำให้สิ่งเหล่านี้มันหยั่งรากลึกในประเทศไทย นักลงทุนไทยก็จะสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการเติบโตกับ New Economy นายเอกนิติ กล่าว
สาระสำคัญและสิทธิประโยชน์ของโครงการ BOI to IPO
นายนฤตม์ เทอดสถึรศักดิ์ เลขาธิการ บีโอไอ กล่าวว่า ที่ผ่านมา ประเทศไทยมีตัวอย่างความสำเร็จของบริษัทต่างชาติที่เข้ามาลงทุนและตั้งฐานการผลิต ก่อนจะเติบโตและเข้าจดทะเบียนในตลาดทุนไทย เช่น บมจ. เดลด้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) และ บมจ. แคล-คอมพ์ อีเล็คโทรนิคส์(ประเทศไทย) มาตรการ BOI to IPO จึงมุ่งต่อยอดความสำเร็จดังกล่าว โดยเฉพาะบริษัทในกลุ่มเศรษฐกิจใหม่ (New Economy) ให้สามารถระดมทุนเพื่อขยายธุรกิจในประเทศไทย รวมทั้งใช้ไทยเป็นฐานขยายุรกิจออกสู่ตลาดโลกด้วย
ทั้งนี้ บริษัทจะได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมจากที่ได้รับอยู่เดิม โดยบริษัทในกลุ่มเศรษฐกิจไหม่ (New Economy) ที่ได้รับการรับรองจาก ดลาดหลักทรัพย์ฯ จะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มเติม 3 ปี หรือลดหย่อนร้อยละ 50 เพิ่มเติม 5 ปี ส่วนบริษัททั่วไป จะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มเติม 2 ปี หรือลดหย่อนร้อยละ 50 เพิ่มเติม 3 ปี ขึ้นกับประเภทกิจการ
สำหรับ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย (New Economy) ได้เแก่ การเกษตรและอาหารขั้นสูง, เชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ, การแพทย์และสุขภาพ, การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์, ยานยนต์สมัยใหม่, การบินและโลจิสติกส์, ดิจิทัลและพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์, อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ, หุ่นยนต์ และการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม
นางพรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ ก.ล.ต. กล่าวว่า สำนักงาน ก.ล.ต. พร้อมทำหน้าที่ปรับระบบนิเวศตลาดทุน ผ่าน 2 มาตรการเชิงรุก ได้แก่ มาตรการเชิง Process (Streamline IPO Process) ปรับปรุงกระบวนการพิจารณาคำขอเสนอขายหุ้น IPO ให้รวดเร็วและชัดเจนยิ่งขึ้น โดยตั้งเป้ากรอบเวลาไว้ที่ประมาณ 60-100 วัน เทียบกับระยะเวลาเฉลี่ยเดิมที่ 147 วัน จากกรอบกฎหมาย 165 วัน โดยใช้กลไกเปิดให้บริษัทและที่ปรึกษาทางการเงิน (FA) เข้ามา Pre-consultation หาข้อสรุปในประเด็นสำคัญก่อนยื่นคำขอจริง เช่น โครงสร้างธุรกิจ การถือหุ้น ระบบควบคุมภายใน รายการระหว่างกัน และประเด็นทางบัญชี โดยในเดือนต.ค. นี้จะเริ่มทดลองผ่านโครงการ Sandbox กับบริษัทนำร่องแล้ว 3 ราย ในช่วง 3 เดือนนี้ เพื่อรวบรวมผลมาจัดทำเป็นคู่มือปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมในปีหน้า
แม้ว่ากระบวนการจะรวดเร็วขึ้น แต่ ก.ล.ต. ไม่ได้ลดละเรื่องความรัดกุมและความปลอดภัยในการลงทุนของผู้ลงทุน มาตรการนี้แม้จะทำขึ้นเพื่อโครงการ BOI to IPO แต่ก็เชื่อว่าจะทำให้ผู้ประกอบการทุกรายได้รับประโยชน์จากกระบวนการที่ชัดเจนขึ้นนี้ด้วย
ถัดมา ก.ล.ต.อยู่ระหว่างการพิจารณาเพื่อปรับปรุงแนวทางมุ่งสู่การกำกับดูแลผ่านการเปิดเผยข้อมูล (Disclosure-based) ลดการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ในส่วนที่สามารถควบคุมได้ มุ่งเน้นให้ผู้ลงทุนได้รับข้อมูลครบถ้วนเพียงพอและเหมาะสมเพื่อประกอบการตัดสินใจ ควบคู่กับการรักษามาตรฐานธรรมาภิบาลและการคุ้มครองผู้ลงทุน ซึ่งต้องรักษาสมดุลในการอำนวยความสะดวกในการระดมทุน และการคุ้มครองผู้ลงทุนในระดับที่เหมาะสมและสอดคล้องกับมาตรฐานสากลด้วย ก.ล.ต. จะใช้แนวทางเหล่านี้อย่างระมัดระวังในกรณีที่มีนัยสำคัญ เพื่อรักษาสมดุลดังกล่าว
ดังนั้น ก.ล.ต. หวังว่า ปุ๋ย ที่เราเติมเข้าไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเกณฑ์, กระบวนการเตรียมความพร้อม, หรือกระบวนการ Streamline IPO Process จะเป็นสิ่งกระตุ้นให้ผู้ประกอบการในโครงการ BOI to IPO เข้าสู่ตลาดทุนได้เร็วและมีคุณภาพมากยิ่งขึ้น นางพรอนงค์ กล่าว
นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) โครงการนี้จะเป็นจิ๊กซอว์ตัวสำคัญในการผลักดันให้ผู้ประกอบการในกลุ่ม New Economy หันมาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ หลังจากที่ ตลท.ปรับปรุงเกณฑ์การรับ
หลักทรัพย์เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการที่ได้รับการส่งเสริมจากบีโอไอ สามารถเข้าจดทะเบียนได้สะดวกและรวดเร็ว
ยิ่งขึ้น รวมถึงได้รับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการเข้าจดทะเบียนจากตลาดหลักทรัพย์ฯ และกองทุน
ส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน (CMDF) ตามรายละเอียดที่กำหนด
ขณะเดียวกัน ตลาดหลักทรัพย์ฯ และ ก.ล.ด. อยู่ระหว่างการทดลองปรับปรุงกระบวนการ IPO ให้มีความกระชับและใช้ระยะเวลาสั่นลง เชื่อมั่นว่าความร่วมมือในครั้งนี้จะยกระดับความน่าสนใจของตลาดทุนไทยและเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้ประเทศไทยก้าวสู่เศรษฐกิจใหม่ได้อย่างยั่งยืน
โดย วรินทร ศิรินอก