คณะผู้แทนค้นหาข้อเท็จจริงขององค์การสหประชาชาติ (UN) ระบุว่า มีเหตุผลอันควรเชื่อได้ว่า สหรัฐฯ ก่ออาชญากรรมสงครามด้วยการเปิดฉากโจมตีอย่างไม่เลือกหน้าต่อพลเรือนและวัตถุพลเรือนในอิหร่าน ระหว่างการสู้ศึกกับอิหร่าน ขณะที่สหรัฐฯ ปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว
คณะผู้แทนฯ ชี้ถึงเหตุการณ์ยิงขีปนาวุธโทมาฮอว์กโจมตีโรงเรียนประถมศึกษาแห่งหนึ่งในเมืองมีนาบ ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 150 ราย โดยระบุว่า โรงเรียนแห่งนี้คือจุดตกกระทบเป้าหมายที่ตั้งใจไว้ และความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นผลมาจากการโจมตีที่ผิดพลาดหรือความเสียหายข้างเคียงจากการโจมตีค่ายของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน (IRGC) ที่อยู่ติดกับโรงเรียน
ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า พวกเขาไม่พบข้อมูลที่บ่งชี้ว่าโรงเรียนแห่งนี้ถูกใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการทหารในช่วงเวลาดังกล่าว
นอกจากนี้ ยังมีการกล่าวถึงการโจมตีทางอากาศถล่มพื้นที่ที่สามารถระบุได้อย่างชัดเจนว่าเป็นศูนย์กีฬาและพื้นที่อยู่อาศัยด้วย ซึ่งส่งผลให้พลเรือนเสียชีวิต 22 ราย
เจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ปฏิเสธไม่ให้ความเชื่อถือต่อข้อค้นพบของรายงานฉบับดังกล่าว พร้อมเสริมว่าคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนของ UN ผลักดันวาทกรรมต่อต้านอเมริกาและลัทธิต่อต้านชาวยิว รวมถึงเอาใจระบอบการปกครองที่กดขี่
ด้านสำนักข่าวเอพีรายงานว่า ทำเนียบขาวได้ออกมาตอบโต้รายงานดังกล่าวเช่นกัน โดย แอนนา เคลลี โฆษกทำเนียบขาว ระบุว่า ฝ่ายเดียวในความขัดแย้งนี้ที่ก่ออาชญากรรมสงครามคือระบอบการปกครองอิหร่าน
ขณะเดียวกัน คณะผู้แทนฯ ได้ระบุว่าอิหร่านกระทำการละเมิดสิทธิมนุษยชนและ ก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ ด้วยเช่นกัน
ทั้งนี้ รัฐบาลสหรัฐฯ ได้ถอนตัวออกจากคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติผ่านคำสั่งฝ่ายบริหารของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในเดือนก.พ. 2568 โดยระบุว่าหน่วยงานและองค์กรบางแห่งของ UN ซึ่งรวมถึงคณะมนตรีดังกล่าว ปฏิบัติหน้าที่ขัดต่อผลประโยชน์ของสหรัฐฯ
โดย ตนุพัฒน์ ปิยะรัตน์/พสิษฐ์ อุ่นเมตตาจิต