กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เตือนชาวอเมริกันให้ทบทวนการเดินทางไปยังตะวันออกกลาง หลังสถานการณ์ความขัดแย้งกับอิหร่านมีแนวโน้มทวีความรุนแรง ขณะที่ความตึงเครียดบริเวณช่องแคบฮอร์มุซยังอยู่ในระดับสูง
กระทรวงฯ ระบุผ่านเอ็กซ์ (X) เมื่อวันเสาร์ (19 ก.ย.) ว่า ความขัดแย้งทางทหารอาจขยายวงอย่างรวดเร็ว พร้อมเตือนชาวอเมริกันที่อยู่นอกภูมิภาคให้พิจารณาทบทวนอย่างจริงจังก่อนเดินทางไปยังหรือผ่านภูมิภาคดังกล่าว
ส่วนชาวอเมริกันที่อยู่ในตะวันออกกลางอยู่แล้ว กระทรวงฯ ขอให้ยกระดับความระมัดระวัง และตระหนักถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อการเดินทาง ทั้งการยกเลิกเที่ยวบิน การปิดน่านฟ้า และการหยุดชะงักของเส้นทางคมนาคม
คำเตือนของสหรัฐฯ มีขึ้นหลังสถานการณ์ในภูมิภาคตึงเครียดขึ้น โดยกลุ่มฮูตีในเยเมน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน อ้างว่าได้ยิงขีปนาวุธและส่งโดรนโจมตี เป้าหมายที่มีความอ่อนไหว ในกรุงริยาด เมืองหลวงของซาอุดีอาระเบีย เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา
ก่อนหน้านั้นมีรายงานพบเปลวเพลิงและกลุ่มควันหนาทึบใกล้สนามบินหลักของกรุงริยาด อย่างไรก็ตาม ทางการซาอุดีอาระเบียยังไม่ได้ระบุสาเหตุของเหตุการณ์
ด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เปิดเผยกับฟ็อกซ์นิวส์ (Fox News) เมื่อวันอาทิตย์ (20 ก.ย.) ว่า ยังคงติดต่อสื่อสารกับกลุ่มฮูตีอย่างต่อเนื่องหลังเกิดเหตุโจมตี และอ้างว่ากลุ่มฮูตีรับปากจะไม่โจมตีสหรัฐฯ
ทรัมป์กล่าวด้วยว่า กำลังอยู่ใน ช่วงตัดสินใจ เกี่ยวกับสงครามกับอิหร่าน โดยจะจับตาท่าทีของอิหร่านก่อนตัดสินใจว่าจะดำเนินการอย่างไร รวมถึงการพิจารณาว่า จะถล่มชาติดังกล่าวให้สิ้นซากหรือไม่
ขณะที่สถานทูตสหรัฐฯ ในหลายประเทศของตะวันออกกลางได้ออกประกาศเตือนภัยด้านความมั่นคงแก่ชาวอเมริกันในภูมิภาค เนื่องจากยังมีความเสี่ยงที่สถานการณ์จะบานปลายโดยไม่คาดคิด
รายงานระบุว่า ความตึงเครียดในภูมิภาคเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังกลุ่มฮูตีเปิดฉากโจมตีซาอุดีอาระเบีย รวมถึงปฏิบัติการรุกภาคพื้นดินอย่างรวดเร็วบริเวณช่องแคบบับเอล-มันเดบ จุดคอขวดขนส่งน้ำมันทางยุทธศาสตร์บริเวณปากทะเลแดง ก่อนเข้ายึดเมืองโมคาและหมู่เกาะใกล้เคียง
นอกจากนี้ รัฐบาลสหรัฐฯ เพิ่งอนุมัติความเป็นไปได้ในการขายเครื่องบินขับไล่ F-35 เกือบ 50 ลำให้ซาอุดีอาระเบีย มูลค่าราว 2.43 หมื่นล้านดอลลาร์ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
โดย วรวิชญ์ สิทธิวัง/พสิษฐ์ อุ่นเมตตาจิต