แอนดรูว์ เฮาเซอร์ รองผู้ว่าการธนาคารกลางออสเตรเลีย (RBA) เตือนในวันนี้ (5 พ.ย.) ว่า ประชาชนเริ่มไม่มั่นใจว่า RBA จะคุมเงินเฟ้อได้ พร้อมชี้ว่า หากหมดความไว้วางใจ ภารกิจสกัดแรงกดดันด้านราคาก็ยิ่งต้องแลกด้วยต้นทุนที่สูงขึ้น
เฮาเซอร์แถลงที่กรุงแคนเบอร์รา หลัง RBA เพิ่งปรับขึ้นดอกเบี้ยเป็นครั้งที่ 5 ของปีนี้ โดยระบุว่า ชาวออสเตรเลียบางส่วนเริ่มคลางแคลงใจว่า RBA จะพาเงินเฟ้อกลับสู่เป้าหมายได้จริงหรือไม่
หากประชาชนเข้าใจและไว้ใจยุทธศาสตร์ของธนาคารกลาง เราก็ไม่จำเป็นต้องใช้นโยบายรุนแรงเพื่อกดเงินเฟ้อ และจะไม่กระทบต่อผลผลิตทางเศรษฐกิจมากนัก เฮาเซอร์กล่าว พร้อมเสริมว่า ในทางตรงกันข้าม หากคนไม่เชื่อมั่นเสียแล้ว ธนาคารกลางก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องเร่งขึ้นดอกเบี้ยอย่างหนัก เพื่อกดเงินเฟ้อให้ลงมาโดยเร็ว
เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (3 พ.ย.) RBA เพิ่งปรับขึ้นดอกเบี้ยแตะ 4.85% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 18 ปี หรือนับตั้งแต่เดือนพ.ย. 2551 โดยมีเป้าหมายเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ ทำให้ออสเตรเลียกลายเป็นประเทศพัฒนาแล้วที่มีดอกเบี้ยสูงที่สุดแห่งหนึ่ง และปรับขึ้นจนเกินกว่าระดับที่เคยผ่อนคลายทางการเงินไว้ในปี 2568 เสียอีก
คณะกรรมการ RBA ระบุในแถลงการณ์ว่า การตัดสินใจดังกล่าวเป็นมติที่ไม่เป็นเอกฉันท์ โดยกรรมการ 6 คนลงมติให้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ขณะที่กรรมการ 3 คนเห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับเดิม
ความเห็นที่แตกแยกนี้สะท้อนว่า การดำเนินนโยบายเริ่มกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เพราะเศรษฐกิจชะลอตัวลง ขณะที่คนว่างงานเพิ่มขึ้น ส่งผลให้รัฐบาลพรรคแรงงานของนายกรัฐมนตรีแอนโทนี อัลบาเนซี ต้องรับศึกหนักทางการเมือง เนื่องจากประชาชนกำลังเดือดร้อนจากทั้งดอกเบี้ยกู้บ้านและค่าครองชีพที่พุ่งสูง
ปัจจุบัน เงินเฟ้อของออสเตรเลียพุ่งเกินกรอบเป้าหมาย 2%-3% มานานกว่า 5 ปีแล้ว ซึ่งเฮาเซอร์ชี้ว่า ระดับราคาสินค้าที่พุ่งสะสมมาเรื่อย ๆ คือชนวนเหตุที่ทำให้ประชาชนเริ่มเดือดดาล นอกจากนี้ ภาระดอกเบี้ยเงินกู้ที่สูงขึ้นมักจะสร้างความเดือดร้อนให้ผู้คนก่อนที่ผลดีจากเงินเฟ้อชะลอตัวจะตามมา เนื่องจากนโยบายการเงินต้องใช้เวลาส่งผ่านผลกระทบ
ในช่วงที่นโยบายยังต้องใช้เวลาส่งผล และประชาชนต้องปรับตัวอย่างยากลำบากพร้อมต้นทุนที่เพิ่มขึ้น สิ่งที่พวกเขาต้องการคือความมั่นใจว่าพวกเราทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เฮาเซอร์กล่าว
โดย พสิษฐ์ อุ่นเมตตาจิต/กนิษฐ์นุช สิริสุทธิ์