ประธานบอร์ดตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เผยยื่นเสนอรัฐแก้ไขกฎหมาย Dual-Class Shares (หุ้นที่มีสิทธิออกเสียงไม่เท่ากัน) คาดชัดเจนภายในปีนี้ หวังช่วยปลดล็อกธุรกิจครอบครัวให้สามารถระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการสูญเสียอำนาจบริหารหรือถูกเทกโอเวอร์ เปิดสถิติธุรกิจครอบครัวในตลาดหุ้นไทยมีมูลค่ามาร์เก็ตแคปรวมกว่า 10.9 ล้านล้านบาท ชี้ 6C สูตรความสำเร็จ vs ความล้มเหลว เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน
นายกิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวในงานสัมนาธุรกิจครอบครัวแห่งปี The 4th SET Annual Conference on Family Business ว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้เสนอรัฐบาลเพื่อแก้ไขกฎหมาย Dual Class of share (หุ้นที่มีสิทธิออกเสียงไม่เท่ากัน) ปลดล็อกธุรกิจกงสี เพื่อให้เจ้าของธุรกิจยังมีอำนาจในการกำกับดูแลกิจการอยู่จะมีสัดส่วนการถือหุ้นน้อย ซึ่งคาดว่าจะเห็นเป็นรูปธรรมในปีนี้
ปัญหาใหญ่ที่ทำให้ธุรกิจครอบครัวระดับ 2-3 พันล้านบาทไม่นำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เพราะกังวลว่าจะสูญเสียอำนาจการบริหารและกลัวถูกเทกโอเวอร์ การมีกฎหมาย Dual-class shares จะเปิดโอกาสให้เจ้าของเดิมสามารถนำหุ้นออกมาเสนอขายเพื่อระดมทุนและสร้างสภาพคล่องได้ โดยที่สัดส่วนการถือครองหุ้นอาจจะลดลง แต่ยังคงมีสิทธิออกเสียง ในการกำกับดูแลกิจการได้ตามเดิม เหมือนกับที่บริษัทชั้นนำในต่างประเทศใช้กัน
อย่างไรก็ตาม นายกิติพงศ์ กล่าวว่า ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการหารือกับภาครัฐเพิ่มเติมว่านอกจากการบังคับใช้กับบริษัทที่จะเข้าตลาดใหม่ (IPO) แล้ว จะสามารถนำมาปรับใช้กับบริษัทที่จดทะเบียนอยู่แล้วในตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อเพิ่มสภาพคล่องได้หรือไม่
ขณะเดียวกันตลาดหลักทรัพย์ฯ ดำเนินโครงการสนับสนุนธุรกิจครอบครัวร่วมกับทุกภาคส่วน อาทิ โครงการสนับสนุนทุนวิจัย เพื่อส่งเสริมพัฒนาศักยภาพธุรกิจของครอบครัวไทย โครงการห้องเรียนธุรกิจครอบครัว บน LiVE Platform และโครงการความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) กับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ทั้งนี้ธุรกิจครอบครัวเป็นหนึ่งในกำลังหลักของสังคมไทยและตลาดทุน ซึ่งตลาดหลักทรัพย์ฯ ต้องการผลักดันให้ธุรกิจดังกล่าวเข้าจดทะเบียน ซึ่งปัจจุบันบรรยากาศการลงทุนก็เอื้อต่อการระดมทุน ปัจจุบันจากจำนวนบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในตลาดหลักทรัพย์ฯ ทั้งหมด 843 บริษัท พบว่าเป็นธุรกิจครอบครัวสูงถึง 705 บริษัท บริษัทเหล่านี้มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Cap) รวมกันกว่า 10.9 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 54% ของมาร์เก็ตแคปรวมทั้งตลาด (20.15 ล้านล้านบาท) นอกจากนี้ยังมีการจ้างงานสูงถึง 1.68 ล้านคน (85% ของพนักงานในบริษัทจดทะเบียนทั้งหมด) และเป็นกลุ่มที่จ่ายภาษีเงินได้นิติบุคคล (Corporate Income Tax) ให้กับภาครัฐถึง 21.4% ของภาพรวมทั้งหมดในปี 68
นอกจากนี้ภายในงาน นายกิติพงศ์ ยังได้นำเสนอแนวคิดเพื่อเป็นเครื่องมือให้กับธุรกิจครอบครัวนำไปปรับใช้ โดยเปรียบเทียบระหว่าง 6C สูตรความสำเร็จ และ 6C สูตรความล้มเหลว ไว้ดังนี้:
6C สูตรความสำเร็จ ของธุรกิจครอบครัวไทย
- Corporate Governance Structure: การมีโครงสร้างและการกำกับดูแลกิจการที่ดี (บรรษัทภิบาล)
- Compensation and Benefit: การจัดสรรผลตอบแทนและแบ่งหุ้นอย่างยุติธรรม
- Communication: การสื่อสารอย่างเปิดเผย โดยเฉพาะเรื่องแผนสืบทอดกิจการ (Succession Plan)
- Conflict Resolution and Conflict Management: การมีกระบวนการและเอกสารทางกฎหมายเพื่อบริหารจัดการความขัดแย้ง
- Care and Compassion: ความรัก ความเอื้ออาทร และความสามัคคีในครอบครัว ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่สุด
- Change : การบริหารจัดการความเปลี่ยนแปลงและพร้อมปรับตัว
6C สูตรความล้มเหลว ของธุรกิจครอบครัวไทย
- Corporate Governance Confusion: ความคลุมเครือและความสงสัยในการกำกับดูแลกิจการ
- Compensation & Benefit Unfairness: ความไม่ยุติธรรมในการแบ่งปันผลประโยชน์
- Communication Gap: ช่องว่างในการสื่อสารและการไม่ยอมรับฟังกัน
- Conflict of Interest & Power: ผลประโยชน์ทับซ้อน การทำธุรกรรมระหว่างกันที่ไม่โปร่งใส และการแย่งชิงอำนาจบริหาร
- Complacency: ความประมาท เลินเล่อ และยึดติดกับความสำเร็จในอดีต
- Change Blindness: การมองไม่เห็นและปฏิเสธที่จะยอมรับความเปลี่ยนแปลง
โดย วรินทร ศิรินอก