บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) ระบุว่า สถานการณ์ฝนใน กทม.เริ่มคลี่คลาย กทม.ชี้แจงว่าสถานการณ์น้ำท่วมจะดีขึ้นภายใน 1-2 วัน เราอยากจะ recall ว่าน้ำท่วมเกิดขึ้นและกระทบต่อ retailers ทุกปี บน House view เรายังมีมุมมองว่าปีนี้จะไม่รุนแรงเท่าปี 2025 และเป็นเพียงปัจจัยหนุนระยะสั้น โดยปกติทุกปีเดือน ก.ย. จะเป็นเดือนที่ฝนเยอะที่สุด และค่อยๆลดลง (อิงกรมอุตุนิยมวิทยา) สะท้อนว่าเราอยู่ช่วงที่ฝนตกหนักที่สุดของปีและกำลังผ่านไป
เรากำลังรวบรวม feed back จากบริษัท เบื้องต้นเราสังเกตถึงพฤติกรรมผู้บริโภคที่ Panic Buy และกักตุนสินค้าจากร้านค้าปลีกทั่วกรุงเทพฯ ซึ่งเกิดขึ้นใน 1-2 วันที่ผ่านมา
*CPALL, CPAXT และ BJC ได้ประโยชน์ใกล้เคียงกัน: Hypermarket อย่าง CPAXT, BJC มี inventory เพียงพอตอบสนองความต้องการได้มากกว่าร้านขนาดเล็ก ขณะที่ CPALL มีจุดแข็งคือ สัดส่วนสาขาในกรุงเทพฯสูงที่สุดในกลุ่ม โดยแต่ละรายมีสัดส่วนร้านในกทม.และปริมณฑลดังนี้
- 7-Eleven: 41%
- Makro 32%
- Lotuss: อยู่ระหว่างรวบรวม
- BigC: Hyper+Supermarket 23% และ Mini 15%
*DOHOME และ HMPRO ได้ประโยชน์จากดีมานด์ซ่อมแซมบ้านมากกว่า GLOBAL จากสัดส่วนสาขาในกรุงเทพฯและปริมณฑลที่สูงกว่า
- HMPRO : 29%
- DOHOME: 22%
- GLOBAL: 4%
*CRC ได้ประโยชน์แต่น้อยกว่ากลุ่ม เนื่องจากสัดส่วนรายได้ของ Tops, Go wholesale และไทวัสดุ รวมกันคิดเป็นเพียง 47% ของรายได้รวม
*MRDIYT เรามองเป็นกลางจากดีมานด์สินค้าHousehold ที่เพิ่มขึ้น โดยสัดส่วนสาขาในกทม. คิดเป็น 10% อย่างไรก็ตามเรามองว่า MR.D.IY. ไม่ใช่ top of mind ที่ลูกค้าเลือกเข้าร้านในสถานการณ์วิกฤต (-) MOSHI เรามองกระทบเล็กน้อยจากดีมานด์ในสาขากทม.และปริมณฑล สัดส่วนสาขา 32% ที่อาจชะลอลงสั้นๆ
*CPN ถูกกระทบเล็กน้อย: จาก traffic ที่ลดลงในช่วงที่เกิดน้ำท่วม (คาดการณ์แค่ 2-3 วัน) ยอดขายจาก Tops ที่ดีขึ้นจากกักตุนไม่ได้ส่งผลบวกต่อ CPN โดยตรง เนื่องจากเป็นผู้เช่าสัญญา Fix rent แต่เราคาดว่า traffic โดยรวมจะค่อยๆดีขึ้นในระยะถัดไป
อย่างไรก็ตาม แนะนำเพียงเก็งกำไรหุ้นที่ 1) ได้ประโยชน์จากกักตุนสินค้าและความต้องการซ่อมแซม 2) ราคาหุ้นอยู่ถูกเทขายในช่วงที่ผ่านมาจนราคาถูก อาทิ DOHOME, HMPRO, CPALL, CPAXT และ BJC