จิม ชาลเมอร์ส รัฐมนตรีกระทรวงธนารักษ์ของออสเตรเลีย เปิดเผยในวันนี้ (28 ก.ย.) ว่า ยอดขาดดุลงบประมาณของออสเตรเลีย ณ สิ้นปีงบประมาณ 2568-2569 ซึ่งสิ้นสุดเมื่อวันที่ 30 มิ.ย.ที่ผ่านมา อยู่ที่ระดับ 2.23 หมื่นล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (1.57 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ) คิดเป็น 0.8% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP)
ตัวเลขขาดดุลงบประมาณในช่วงเวลาดังกล่าวนั้น ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ 6 พันล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (ราว 4.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ)
สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ชาลเมอร์ส พร้อมด้วย เคที กัลลาเกอร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ร่วมกันเปิดเผยข้อมูลดังกล่าว ในรายงานสรุปผลการดำเนินงานด้านงบประมาณขั้นสุดท้ายสำหรับปีงบประมาณ 2568-2569
ก่อนหน้านี้ ร่างงบประมาณรัฐบาลกลางสำหรับปีงบประมาณ 2569-2570 ที่ชาลเมอร์สนำเสนอในเดือนพ.ค.นั้น ได้ประมาณการยอดขาดดุลไว้ที่ 2.83 หมื่นล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (ราว 1.99 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ) หรือคิดเป็น 1.0% ของ GDP
ชาลเมอร์สกล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า สถานะการคลังที่ดีขึ้นนี้เป็นผลมาจากรายได้จากการลงทุนที่สูงขึ้น ประกอบกับการใช้จ่ายของรัฐบาลที่ต่ำกว่าที่กระทรวงการคลังเคยคาดการณ์ไว้
การเปิดเผยผลการดำเนินงานด้านงบประมาณขั้นสุดท้ายนี้ มีขึ้นในขณะที่คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางออสเตรเลีย (RBA) เริ่มเปิดฉากการประชุมระยะเวลาสองวันในวันนี้ เพื่อพิจารณาเรื่องการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย
ขณะที่ธนาคารรายใหญ่สี่แห่งของออสเตรเลีย หรือกลุ่มบิ๊กโฟร์ ต่างก็คาดการณ์ไปในทิศทางเดียวกันว่า คณะกรรมการ RBA จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายจากระดับ 4.35% สู่ระดับ 4.6% หลังเสร็จสิ้นการประชุมในวันพรุ่งนี้ ซึ่งจะเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนพ.ย. 2554
ชาลเมอร์สกล่าวเพิ่มเติมในวันนี้ว่า ชาวออสเตรเลียต่างกำลังวิตกกังวลเกี่ยวกับการหารือของคณะกรรมการ RBA อย่างไรก็ตาม เขากล่าวว่าภาวะเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นมีสาเหตุหลักมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ไม่ใช่เกิดจากการใช้จ่ายของภาครัฐ
โดย รัตนา พงศ์ทวิช/ปนัยดา ปัทมโกวิท