พิพัฒน์กางพิมพ์เขียวยกเครื่องคมนาคมไทย! ปั้นฮับโลจิสติกส์

ข่าวเศรษฐกิจ Wednesday October 21, 2026 10:06 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์

พิพัฒน์ ปักหมุดยกระดับประเทศเป็นศูนย์กลางการขนส่งในภูมิภาคผ่านการเชื่อมโยงระบบราง มอเตอร์เวย์ ทางทะเล และทางอากาศเข้าด้วยกัน โดยมุ่งเน้นการเปิดใช้มอเตอร์เวย์ M6 เต็มรูปแบบปลายปี 2569, การเร่งผลักดันมอเตอร์เวย์ M8 และขยายถนนเพชรเกษมสู่ภาคใต้, การขยายเครือข่ายรถไฟทางคู่ทั่วประเทศรวมกว่า 2,800 กิโลเมตร เพื่อปรับให้รถบรรทุกทำหน้าที่เป็นเพียง Feeder ระยะสั้นไม่เกิน 150 กิโลเมตร, ตลอดจนการขยายขีดความสามารถของท่าเรือแหลมฉบัง เฟส 3 และคลังสินค้าทางอากาศสุวรรณภูมิแห่งที่ 3 ในปี 2572 เพื่อรองรับสินค้ามูลค่าสูง พร้อมนำเสนอแนวคิดพัฒนาพื้นที่รอบสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์เป็น Smart City และปรับพื้นที่ท่าเรือคลองเตยเป็น Premium Por

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม แสดงวิสัยทัศน์ในหัวข้อโครงสร้างพื้นฐานขับเคลื่อนประเทศไทย (Infrastructure Blueprint for the Future) บนเวที Nation Forum 2027 โดยประกาศทิศทางการพลิกโฉมโครงสร้างพื้นฐานประเทศไทยครั้งสำคัญ มุ่งเชื่อมโยงระบบขนส่งทั้งทางถนน ทางราง ทางน้ำ และทางอากาศ ให้เป็นโครงข่ายเศรษฐกิจเดียวกัน เพื่อยกระดับประเทศไทยสู่ศูนย์กลางการเดินทาง การค้า และโลจิสติกส์ของภูมิภาค

นายพิพัฒน์กล่าวว่า ประเทศไทยมีความได้เปรียบด้านภูมิศาสตร์ สามารถเชื่อมโยงจีน อาเซียน อินเดีย ตะวันออกกลาง และยุโรป แต่ที่ผ่านมาโครงสร้างพื้นฐานหลายระบบยังไม่เชื่อมต่อกันอย่างเต็มประสิทธิภาพ จึงต้องเปลี่ยนแนวคิดจากการสร้างโครงการแยกส่วน มาเป็นการพัฒนาโครงข่ายที่เชื่อมต่อกันทั้งประเทศ เพื่อให้ประชาชนเดินทางสะดวกขึ้น ผู้ประกอบการลดต้นทุน และเกิดโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ในทุกภูมิภาค

*ยกระดับระบบรางขยายโครงข่ายโลจิสติกส์ทั่วประเทศ

หนึ่งในแนวทางสำคัญคือการยกระดับระบบรางให้เป็นโครงข่ายหลักด้านโลจิสติกส์ โดยเดินหน้าพัฒนารถไฟทางคู่เพิ่มเติม 1,479 กิโลเมตร พร้อมผลักดันนโยบาย Open Access เปิดโอกาสให้เอกชนร่วมประกอบกิจการขนส่งทางราง เพื่อใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานที่รัฐลงทุนไว้ให้คุ้มค่ามากขึ้น

ปัจจุบันมีการใช้ความจุระบบรางเพียงประมาณ 35% โดยตั้งเป้าเพิ่มเป็น 5055% ภายในปี 2572 และ 6570% ภายในปี 2577 เพื่อเพิ่มปริมาณการขนส่งสินค้าทางรถไฟ ลดการพึ่งพาการขนส่งทางถนน และลดต้นทุนโลจิสติกส์ในระยะยาว ควบคู่กับการพัฒนาโครงข่ายมอเตอร์เวย์ M8 และ M82 เชื่อมกรุงเทพมหานครสู่ภาคใต้

โดยปัจจุบันไทยมีรถไฟทางคู่แล้วเสร็จประมาณ 1,111 กิโลเมตร อยู่ระหว่างก่อสร้างอีกกว่า 900 กิโลเมตร และเตรียมประมูลก่อสร้างอีกกว่า 500 กิโลเมตร รวมในอนาคตอันใกล้จะมีโครงข่ายรถไฟทางคู่ประมาณ 2,800 กิโลเมตรทั่วประเทศ

เส้นทางภาคเหนือรถไฟทางคู่สายใหม่ เด่นชัยเชียงรายเชียงของ ที่จะเชื่อมจีนตอนใต้ คาดแล้วเสร็จปี 2571 ส่วนทางคู่เฟส 2 ช่วงขอนแก่นหนองคาย เชื่อม สปป.ลาว คาดแล้วเสร็จปี 2574 ขณะที่ ชุมทางถนนจิระ อุบลราชธานี ตั้งเป้าแล้วเสร็จในปี 2577

เส้นทางภาคใต้ ครม.ได้อนุมัติรถไฟทางคู่ช่วงชุมพรสุราษฎร์ธานี สุราษฎร์ธานีหาดใหญ่ และหาดใหญ่ปาดังเบซาร์แล้ว ขณะที่เส้นหาดใหญ่ปัตตานีสุไหงโกลก อยู่ระหว่างศึกษาและออกแบบ คาดแล้วเสร็จในปี 2570 เพื่อเชื่อมต่อระบบรางเข้าสู่มาเลเซียทั้งฝั่งตะวันตกและตะวันออก

เมื่อโครงข่ายแล้วเสร็จ รถบรรทุกจะเปลี่ยนบทบาทเป็น Feeder ระยะไม่เกิน 150 กิโลเมตร รับสินค้าจากโรงงานหรือพื้นที่ผลิตเข้าสถานีรถไฟ ก่อนขนต่อด้วยระบบรางไปยังปลายทาง ช่วยลดรถบรรทุกทางไกลบนถนน ลดความแออัด และเพิ่มประสิทธิภาพขนส่งสินค้า

*เร่งเครื่องแก้ปัญหารถติด

นายพิพัฒน์ เปิดเผยว่า มอเตอร์เวย์ M6 สายบางปะอินนครราชสีมา เตรียมเปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่วันที่ 25 ธ.ค.69 จากปัจจุบันที่เปิดให้ใช้เฉพาะช่วงวันศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ เท่านั้น

ส่วนแผนแก้ปัญหารถติด เดินทางลงภาคใต้ ในปี 2570 จะผลักดันมอเตอร์เวย์ M8 ช่วงนครปฐม-ปากท่อ-ชะอำ โดยใช้เงินจากกองทุนมอเตอร์เวย์ส่วนหนึ่ง อีกส่วนจะหารือกระทรวงการคลังเพื่อระดมทุนผ่าน Thailand Future Fund เพื่อช่วยแบ่งเบาปริมาณรถจากถนนพระราม 2

ส่วนช่วงจากปราณบุรี-ชุมพร อยู่ระหว่างหารือแนวทางขยายถนนเพชรเกษมจาก 4 เลนเป็น 8 เลน ก่อนยกระดับ 4 เลนตรงกลางให้เป็นมอเตอร์เวย์ เพื่อรถทางไกลจะวิ่งต่อเนื่องไม่ต้องติดสัญญาณไฟ ส่วนถนนด้านข้างใช้เข้าอำเภอ ตำบล และตัวจังหวัดได้ตามปกติ

*เชื่อมขนส่งทางอากาศ-ทางทะเล เล็งขยายท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3

หลังยกเลิกโครงการ Landbridge ชุมพรระนอง กระทรวงอยู่ระหว่างศึกษาท่าเรือน้ำลึกฝั่งอันดามัน เพื่อเปิดเส้นทางสินค้าออกมหาสมุทรอินเดีย ตะวันออกกลาง และยุโรปโดยตรง พร้อมศึกษาท่าเรือน้ำลึกแห่งใหม่ทางฝั่งอ่าวไทยตอนใต้ เพื่อใช้ระบบรางเชื่อมสองชายฝั่ง

นายพิพัฒน์ยังเสนอแนวคิดพัฒนาท่าเรือสองฝั่งทะเล เชื่อมอ่าวไทยและอันดามันด้วยระบบราง เพื่อเปิดเส้นทางการค้าใหม่ระหว่างมหาสมุทรแปซิฟิกและมหาสมุทรอินเดีย เพิ่มทางเลือกให้การขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ และสร้างโอกาสให้ไทยก้าวสู่ศูนย์กลางขนส่งทางทะเล

พร้อมผลักดันไทยเป็นศูนย์กลางการบิน Aviation Hub โดยยกระดับสนามบินไทยจากศูนย์กลางการเดินทาง สู่ศูนย์กลางการขนส่งสินค้ามูลค่าสูง โดยเฉพาะสนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งตั้งเป้าเพิ่มขีดความสามารถคลังสินค้าทางอากาศจาก 1.77 ล้านตัน เป็น 2.36 ล้านตันต่อปี ภายในปี 2572 เพื่อรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต การส่งออก การลงทุน และการจ้างงาน

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า การขนส่งสินค้าทางอากาศ แม้มีปริมาณไม่ถึง 1% ของสินค้าส่งออกทั้งหมด แต่คิดเป็นมูลค่าราว 33% หรือประมาณ 3.5 ล้านล้านบาทต่อปี ปัจจุบันสุวรรณภูมิรองรับสินค้าทางอากาศราว 1.7 ล้านตันต่อปี

โดยเมื่อคลังสินค้าแห่งที่ 3 เปิดดำเนินการในปี 2572 คาดว่าจะเพิ่มขีดความสามารถได้อีก 6-7 แสนตันต่อปี ดันปริมาณรวมเป็น 2.3-2.4 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 5.5 ล้านล้านบาท พร้อมศึกษาขยายการขนส่งสินค้าทางอากาศไปดอนเมือง อู่ตะเภา และกระบี่ในอนาคต

นายพิพัฒน์ระบุว่า การเชื่อมประเทศไทยกับเศรษฐกิจโลกจะต้องใช้ทั้งทางทะเลและทางอากาศ โดยท่าเรือแหลมฉบังปัจจุบันรองรับตู้สินค้าประมาณ 10 ล้าน TEU และอยู่ระหว่างขยายเฟส 3 ซึ่งคาดว่าอีก 4 ปีจะเปิดบริการเพิ่มขีดความสามารถได้อีกราว 7 ล้าน TEU

เป้าหมายของโครงสร้างพื้นฐานที่กล่าวมา คือการใช้ระบบรางเป็นแกนกลางภายในประเทศ รถบรรทุกเป็นตัวป้อนสินค้า ทางทะเลรองรับสินค้าน้ำหนักมาก และทางอากาศรองรับสินค้ามูลค่าสูง เพื่อยกระดับไทยเป็นจุดเชื่อมการขนส่งระหว่างจีน อินเดีย อาเซียน ตะวันออกกลาง ยุโรป และสหรัฐฯ

อะไรที่อดีตทำไม่ได้ ผมมั่นใจว่าในยุคของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล เราทำได้ ประเทศไทยสามารถเดินต่อได้ และต้องฟื้นในระยะเวลาอันใกล้นี้ นายพิพัฒน์ กล่าว

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือแนวคิดพลิกโฉมพื้นที่ท่าเรือคลองเตยกว่า 2,353 ไร่ โดยศึกษาการปรับบทบาทท่าเรือกรุงเทพให้เป็น Premium Port รองรับสินค้ามูลค่าสูง ควบคู่กับการพัฒนาพื้นที่บางส่วนเป็นย่านเศรษฐกิจริมแม่น้ำเจ้าพระยา ศูนย์กลางธุรกิจ การค้า และการท่องเที่ยวแห่งใหม่

โดยย้ำว่าการพัฒนาพื้นที่ต้องดำเนินควบคู่กับการยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนในชุมชนเดิม ทั้งการจัดหาที่อยู่อาศัยที่เหมาะสม ระบบสาธารณูปโภค การศึกษา การพัฒนาทักษะอาชีพ และการสร้างงาน โดยเปิดโอกาสให้ชุมชนมีส่วนร่วมกำหนดอนาคตของพื้นที่

ขณะเดียวกัน ยังเสนอแนวคิดพัฒนาพื้นที่รอบสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์เกือบ 1,500 ไร่ ให้เป็น Smart City และศูนย์กลางเศรษฐกิจแห่งใหม่ของกรุงเทพมหานคร เชื่อมระบบรถไฟ รถโดยสาร และทางพิเศษเข้าด้วยกัน พร้อมพื้นที่ธุรกิจ ที่อยู่อาศัย และพื้นที่สาธารณะ เพื่อสร้างเมืองที่ประชาชนสามารถเดินทาง ทำงาน และใช้ชีวิตได้สะดวกยิ่งขึ้น

นายพิพัฒน์ย้ำว่า เป้าหมายสูงสุดของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน คือ ชีวิตและโอกาสที่ดีกว่าของคนไทย ซึ่งต้องสะท้อนผ่านการเดินทางที่สะดวกขึ้น ต้นทุนที่ลดลง การสร้างงานและรายได้ ตลอดจนคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม โดยหน้าที่ของรัฐบาคือการลงมือทำตามนโยบาย และทำให้ประชาชนได้ประโยชน์อย่างแท้จริง

โดย คคฦ/รัชดา คงขุนเทียน


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ