ฝ่ายวิเคราะห์ บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) หรือ CGSI ระบุว่า ธนาคาร 8 แห่งที่ทำการศึกษาทำกำไรสุทธิรวม 5.64 หมื่นล้านบาทในไตรมาส 3/69 ลดลง 10.8% yoy แต่ทรงตัว qoq ขณะที่กำไรก่อนตั้งสำรองรวม (PPOP) ลดลง 10.7% yoy และ 2.6% qoq เนื่องจากกำไรจากเครื่องมือทางการเงินที่วัดมูลค่าด้วยมูลค่ายุติธรรมผ่านกำไรหรือขาดทุน (FVTPL) และส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (NIM) ลดลง อย่างไรก็ตาม สินเชื่อรวมยังเติบโตแข็งแกร่ง 4.9% yoy และ 0.7% qoq รวมทั้งเพิ่มขึ้น 3.2% จากสิ้นปี 68 นำโดยการเติบโตของสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ และสินเชื่อรัฐบาลและรัฐวิสาหกิจ ขณะที่สินเชื่อรายย่อยและสินเชื่อ SME ลดลง
กลุ่มธนาคารมีอัตราส่วน NPL ลดลงจาก 3.59% ในไตรมาส 2/69 เป็น 3.55% ในไตรมาส 3/69 ส่วนยอด NPL ลดลง 0.5% yoy และ 0.4% qoq ส่งผลให้อัตราการสำรองหนี้สูญลดลงจาก 134bp ในไตรมาส 2/69 เหลือ 126bp ในไตรมาส 3/69 ขณะที่ NIM โดยรวมเพิ่มขึ้น 6bp qoq จาก 2.88% ในไตรมาส 2/69 เป็น 2.94% ในไตรมาส 3/69 เนื่องจากต้นทุนดอกเบี้ยของธนาคารขนาดเล็กลดลง qoq และอัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้ของธนาคารขนาดใหญ่เพิ่มขึ้น qoq
อย่างไรก็ตาม รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยรวมลดลง 13.9% yoy และ 10.2% qoq สาเหตุหลักจากการลดลงของรายได้จากเงินปันผลและกำไรจากเครื่องมือทางการเงิน นอกจากนี้ กลุ่มธนาคารยังมีอัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ขยับขึ้นเล็กน้อย qoq จาก 43.4% ในไตรมาส 2/69 เป็น 43.7% ในไตรมาส 3/69
CREDIT เป็นธนาคารที่ทำกำไรสุทธิในไตรมาส 3/69 สูงกว่าที่ฝ่ายวิเคราะห์ประมาณการไว้มากที่สุดในกลุ่มถึง 22% เนื่องจากมี NIM สูงกว่าคาด ส่วน KKP ตามมาเป็นอันดับสอง โดยมีกำไรสุทธิสูงกว่าที่คาดการณ์ 8.2% เนื่องจากธนาคารมีรายได้ค่าธรรมเนียมเติบโตแข็งแกร่ง ส่วนธนาคารขนาดใหญ่แห่งอื่นทำกำไรสุทธิสอดคล้องกับประมาณการ ยกเว้น BBL ที่รายงานกำไรสุทธิต่ำกว่าที่คาดไว้ประมาณ 8.8% เพราะรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเติบโตชะลอตัว
ฝ่ายวิเคราะห์ CGSI มองว่า อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลของกลุ่มธนาคารยังคงน่าสนใจที่ 5.5-5.8% ในปี 69-70 แต่กลุ่มธนาคารซื้อขายที่ P/BV 0.86 เท่าในปี 70 ซึ่งถือว่าค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับประมาณการ ROE ที่เพียง 8.7-8.9% ในปี 69-70 ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดในกลุ่มธนาคารอาเซียน
ดังนั้น จึงคงน้ำหนักการลงทุน Neutral สำหรับกลุ่มธนาคาร โดยเลือก KBANK และ SCB เป็นหุ้น Top pick เนื่องจากทั้งสองธนาคารมีส่วนแบ่งตลาดนำหน้าคู่แข่งด้านมูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การจัดการ (AUM) ของธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง (Wealth) ซึ่งเชื่อว่ารายได้ค่าธรรมเนียมจากธุรกิจบริหารความมั่งคั่งจะขับเคลื่อนการเติบโตของ EPS ในปี 70-74 ของทั้ง KBANK และ SCB
อย่างไรก็ตาม กลุ่มธนาคารจะมี downside risk หาก NPL และราคาน้ำมันสูงขึ้น ส่วน upside risk จะมาจากการลดต้นทุนด้วยการลดจำนวนพนักงาน รายได้ค่าธรรมเนียมที่แข็งแกร่งจากบริการ Wealth และการส่งออกที่เติบโตสูงจากความตึงเครียดทางด้านภูมิรัฐศาสตร์