มูฮัมหมัด ซาร์มูจี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมอินโดนีเซีย เรียกร้องให้บริษัทโตโยต้า ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่จากญี่ปุ่น เพิ่มการส่งออกรถยนต์จากอินโดนีเซีย โดยเสนอให้พิจารณาผลิตรถกระบะ 4 ประตู (double-cab pickup) เพื่อส่งออกไปตลาดออสเตรเลีย พร้อมทั้งผลักดันการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) ให้มากขึ้น
เว็บไซต์หนังสือพิมพ์ Kompas ของอินโดนีเซียรายงานว่า การพบปะกันระหว่างรมว.อุตสาหกรรมอินโดนีเซียกับผู้บริหารของ PT Toyota Motor Manufacturing Indonesia (TMMIN) บริษัทย่อยของโตโยต้าในอินโดฯ มีขึ้นที่กรุงจาการ์ตา เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (27 ต.ค.) เพื่อหารือเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาการผลิตรถยนต์ภายในประเทศ การส่งออก และการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์
เราขอให้โตโยต้าเพิ่มการส่งออกรถยนต์จากอินโดนีเซีย ด้วยการขยายไลน์รุ่นรถยนต์ รวมทั้งการเพิ่มจำนวนประเทศปลายทางส่งออก ซาร์มูจีกล่าวภายหลังการประชุม
รมว.อุตสาหกรรมอินโดฯ ชี้ว่า ออสเตรเลียเป็นตลาดส่งออกที่มีศักยภาพสูง เนื่องจากตั้งอยู่ใกล้อินโดฯ อีกทั้งมีข้อตกลงการค้าระหว่างกัน แต่ปัจจุบันยอดนำเข้ารถยนต์ส่วนใหญ่ของออสเตรเลียยังมาจาก ประเทศเพื่อนบ้าน ของอินโดฯ เขาจึงได้กระตุ้นให้โตโยต้าหันมาผลิตรถกระบะดับเบิลแค็บในประเทศเพื่อป้อนตลาดออสเตรเลีย พร้อมกับเสริมด้วยว่า รัฐบาลพร้อมปรับปรุงกฎระเบียบด้านยานยนต์เพื่อสนับสนุนการผลิตดังกล่าว
ทั้งนี้ นอกจากอินโดนีเซียแล้ว ประเทศไทยถือเป็นอีกหนึ่งฐานการผลิตหลักของโตโยต้าในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะการผลิตรถยนต์เพื่อการพาณิชย์
นอกจากนี้ ซาร์มูจียังขอให้โตโยต้าเร่งแผนงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้า BEV ให้เร็วขึ้น โดยการผลิตรถยนต์ไฮบริด และการเปิดโรงงานผลิตแบตเตอรี่ไฮบริดในท้องถิ่นเพื่อส่งออกชิ้นส่วนไปยังตลาดโลก พร้อมเรียกร้องให้โตโยต้าขยับไปสู่การประกอบรถยนต์ไฟฟ้าทั้งคันในอินโดนีเซีย
ทางด้าน นันดี จูลีอันโต ประธานกรรมการบริหาร TMMIN แสดงความมุ่งมั่นที่จะเพิ่มปริมาณการส่งออก ขยายไลน์รุ่นรถยนต์ และเจาะตลาดส่งออกแห่งใหม่ ๆ โดยเปิดเผยว่า บริษัทได้เริ่มประกอบรถยนต์ไฟฟ้ารุ่น bZ4X ภายในประเทศแล้ว และเตรียมที่จะนำเสนอรถยนต์ไฟฟ้า BEV รุ่นอื่น ๆ เพิ่มเติมเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในประเทศ
ขณะเดียวกัน ผู้บริหารโตโยต้า อินโดฯ ได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นของมาตรการกระตุ้นเพื่อเพิ่มกำลังซื้อของผู้บริโภคและฟื้นฟูยอดขายรถยนต์ใหม่ โดยระบุถึงการเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ชาวอินโดนีเซียหันไปซื้อรถมือสองกันมากขึ้น
ด้านซาร์มูจีได้ตอบรับข้อเรียกร้องว่า ทางกระทรวงเตรียมเสนอมาตรการจูงใจสำหรับรถยนต์ไฮบริด เพื่อช่วยขับเคลื่อนการเติบโตของตลาดและเสริมความแข็งแกร่งให้อุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศ โดยคาดว่าจะเสนอแผนดังกล่าวภายในปีนี้ ส่วนรายละเอียดและวงเงินสนับสนุนยังอยู่ในระหว่างการหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
เขาย้ำด้วยว่า การสนับสนุนจากภาครัฐมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเติบโตของอุตสาหกรรม เนื่องจากอัตราส่วนการเป็นเจ้าของรถยนต์ของประชากรในอินโดนีเซียยังคงค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยมีเพียง 99 คันต่อประชากร 1,000 คน ขณะที่มาเลเซียอยู่ที่ 490 คัน และไทยอยู่ที่ 275 คัน
ปัจจุบัน แบรนด์รถยนต์จากประเทศจีนถือเป็นเจ้าตลาดรถยนต์ไฟฟ้า BEV ในอินโดนีเซีย ในขณะที่ค่ายรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่นยังคงมุ่งเน้นการทำตลาดในกลุ่มรถยนต์เครื่องยนต์สันดาป (ICE) และรถยนต์ไฮบริดเป็นหลัก
โดย ปนัยดา ปัทมโกวิท/กัลยาณี ชีวะพานิช