พลังงานไทยถึงเวลาปรับใหญ่!! รื้อโครงสร้างราคา-ดันไฟสะอาด ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

ข่าวเศรษฐกิจ Thursday October 29, 2026 17:39 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์

นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน กล่าวปาฐกถาในหัวข้อ พลังงานไทย 2027 พร้อมแค่ไหน? ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ให้คนไทย ภายในงานเสวนา CLIMATE READY 2027 : โลกเปลี่ยน เราต้องพร้อม จัดโดยหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ โดยย้ำว่า การบริหารจัดการนโยบายพลังงานในปัจจุบันไม่อาจแยกออกจากปัญหาสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง (Climate Change) ได้อีกต่อไป ซึ่งเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกภาคส่วน

นายเอกนัฏ เปิดเผยว่า ภาคพลังงานของไทยกำลังเผชิญความท้าทายสำคัญพร้อมกันทั้งด้านอุปทานที่ได้รับผลกระทบจากภูมิรัฐศาสตร์โลก ทั้งความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่กระทบเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ (LNG) ผ่านช่องแคบฮอร์มุซและทะเลแดง รวมถึงสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ทำลายโรงกลั่น จนส่งผลให้เชื้อเพลิงขาดแคลนและราคาผันผวน ซึ่งไทยต้องนำเข้าเชื้อเพลิงมากกว่าผลิตได้เอง จึงได้รับผลกระทบโดยตรง

ในด้านอุปสงค์ ความต้องการใช้พลังงานเติบโตที่เพิ่มขึ้นจากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ และการหลั่งไหลเข้ามาของเทคโนโลยีใหม่ เช่น ศูนย์ข้อมูล (Data Center) ในภูมิภาค ซึ่งมีการคาดการณ์ว่า หากรับการลงทุนทั้งหมด อาจต้องสร้างกำลังการผลิตไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเทียบเท่ากับความต้องการใช้พลังงานของอีกหนึ่งประเทศไทย

รมว.พลังงาน ชี้ว่า ความท้าทายในฝั่งอุปสงค์ จะเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญในการแก้ปัญหาอุปทานที่เคยติดขัดในอดีต ซึ่งความพยายามเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดมักเจออุปสรรคจากการลดทอนสัดส่วนของเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติและโครงสร้างเดิม ซึ่งรัฐบาลตั้งใจจริงที่จะทลายข้อจำกัดเหล่านี้เพื่อขับเคลื่อนประเทศไปสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนและ Net Zero ได้ตามกรอบเวลา

นายเอกนัฏ กล่าวว่า โจทย์สำคัญของพลังงานไทยสู่อนาคตปี 2027 คือ การหาจุดสมดุลระหว่างความมั่นคงทางพลังงาน พลังงานสะอาด และราคาที่ประชาชนรวมถึงภาคธุรกิจเข้าถึงได้ เพื่อลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ รมว.พลังงาน ยืนยันว่า ประเทศไทยยังคงยึดมั่นกับเป้าหมาย Net Zero โดยวิกฤตพลังงานจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางไม่ได้เป็นอุปสรรค แต่มองว่า เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่บีบให้ไทยต้องเร่งเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้พลังงานสะอาดรวดเร็วยิ่งขึ้น

นายเอกนัฏ กล่าวว่า โครงสร้างพลังงานปัจจุบันของไทยมีความเสี่ยงด้านความมั่นคงสูง เนื่องจากต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศมากกว่า 90% ขณะที่การผลิตไฟฟ้าใช้ก๊าซธรรมชาติสูงกว่า 60% ผลิตเอง 60%, นำเข้าจากเมียนมา 10% และนำเข้า LNG ราว 30% ซึ่งเมื่อเกิดสงครามในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาตลาด Spot LNG พุ่งสูงขึ้นจาก 10 กว่าดอลลาร์สหรัฐฯ ไปแตะระดับ 30 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่า แม้จะมีสัญญาซื้อขายระยะยาวช่วยพยุงไว้ครึ่งหนึ่ง แต่ราคา Pool Gas ก็ปรับตัวสูงขึ้นกระทบต้นทุนค่าไฟฟ้าโดยตรง แต่รัฐบาลได้ตรึงราคาเพื่อไม่ให้กระทบค่าไฟของประชาชนมาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

นายเอกนัฏ ได้ยกตัวอย่างประเทศจีนที่มีความสามารถในการสร้างภูมิคุ้มกัน และรักษาความมั่นคงทางพลังงานได้ดี แม้เกิดวิกฤตในตะวันออกกลาง เนื่องจากจีนเร่งเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนและแสงอาทิตย์

สำหรับประเทศไทย รมว.พลังงาน เชื่อมั่นว่า ไทยมีศักยภาพไม่แพ้กัน เนื่องจากมีปริมาณแสงแดดสูง ประกอบกับเทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์มีประสิทธิภาพสูงขึ้น และต้นทุนระบบกักเก็บพลังงาน (Battery) ปรับตัวลดลงเรื่อยๆ

นายเอกนัฏ กล่าวว่า โจทย์ในเรื่องไฟสะอาดก็เป็นโจทย์เดียวกันกับเรื่องความมั่นคงด้านพลังงาน การผลิตไฟจากโซลาร์ได้มากขึ้นก็สามารถนำมาทดแทนก๊าซที่ต้องนำเข้าเพื่อมาผลิตไฟได้มากขึ้น

ทั้งนี้ นายเอกนัฏ เปิดเผยว่า กระทรวงพลังงานเตรียมเร่งรัดทบทวนและตัดต้นทุนทิพย์ จากเกณฑ์การอ้างอิงราคาน้ำมันสำเร็จรูปตลาดสิงคโปร์ ซึ่งใช้มายาวนานตั้งแต่ปี 2547 โดยปัจจุบันโครงสร้างราคายังมีการบวกค่าขนส่ง ค่าประกันภัย ค่าความสูญเสีย และค่าสำรองน้ำมันสำเร็จรูป เสมือนนำเข้าจากสิงคโปร์ ทั้งที่ไทยมีโรงกลั่นน้ำมันที่ผลิตได้เกิน 100% ของความต้องการบริโภคภายในประเทศ และใช้น้ำมันกลั่นเองเป็นหลัก การตัดต้นทุนแฝงนี้จะช่วยให้โครงสร้างราคาเป็นธรรมและสะท้อนต้นทุนจริงมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ รมว.พลังงาน ย้ำถึงโอกาสสำคัญในการเร่งเปลี่ยนผ่านจากพลังงานฟอสซิลไปสู่พลังงานสะอาด โดยชี้ว่าประโยชน์ที่จะได้รับไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางพลังงาน และช่วยลดต้นทุนราคาพลังงานให้กับประชาชนและภาคธุรกิจไปในคราวเดียวกัน

ยุคนี้และจังหวะนี้ เป็นจังหวะดีที่สุด เหมาะสมที่สุดสำหรับการเปลี่ยนพลังงาน หากภาคพลังงานร่วมมือกันรับผิดชอบ ผลตอบแทนที่จะได้รับกลับมาก็คือ ความมั่นคงทางพลังงานและต้นทุนพลังงานที่ลดลง นายเอกนัฏ กล่าว

ดันแผน PDP ใหม่ มุ่งเป้าพลังงานสะอาดพุ่งสูงสุด 89%

นายเอกนัฏ ระบุว่า กระทรวงพลังงานเดินหน้าแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (PDP) ฉบับใหม่โดยมีเป้าหมายที่เข้มข้นที่สุด โดยจะเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนจาก 20% กว่า ไปสู่ระดับมากกว่า 50% ในระยะ 10 ปีแรก และขยับขึ้นสู่ 65% 89% ในระยะถัดไป พร้อมสั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งคลอดแผน PDP ฉบับใหม่ให้สำเร็จภายในปีนี้

สำหรับแผนพลังงานในระยะถัดไป กฟผ. จะถอยจากการแข่งขันผลิตไฟฟ้าสะอาดทั่วไป และหันไปมุ่งเน้นการพัฒนาและปรับปรุงระบบโครงข่ายไฟฟ้า (Grid) รวมถึงระบบกักเก็บพลังงาน เพื่อรองรับการนำไฟฟ้าสะอาดเข้าสู่ระบบอย่างมีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ตาม กฟผ. จะยังคงรับหน้าที่ผลิตไฟฟ้าสะอาดเฉพาะจุดที่มีต้นทุนต่ำที่สุดและได้เปรียบเชิงพื้นที่ คือ โครงการพลังงานแสงอาทิตย์บนทุ่นลอยน้ำ (Floating Solar) ในพื้นที่อ่างเก็บน้ำและเขื่อนของ กฟผ. เอง

รมว.พลังงาน กล่าวว่า การปรับเปลี่ยนรูปแบบตลาดไฟฟ้าจากระบบผู้ซื้อรายเดียว สู่ ตลาดรับซื้อไฟฟ้าสะอาดแบบขายตรงเสรี หรือ Direct PPA โดยยกเลิกข้อจำกัดเดิมที่จำกัดเฉพาะกลุ่ม Data Center ไม่เกิน 2,000 เมกะวัตต์ เปิดกว้างให้โรงงานอุตสาหกรรมและภาคธุรกิจทุกประเภท สามารถเจรจาซื้อขายไฟฟ้าสะอาดจากผู้ผลิตได้โดยตรงโดยไม่จำกัดโควตา ช่วยสร้างกลไกการแข่งขันเสรีอย่างเป็นธรรม ไม่เอื้อกลุ่มทุน

นายเอกนัฏ กล่าวว่า การเปิดตลาดรับซื้อไฟฟ้าสะอาดขายตรงเสรีจะช่วยเร่งการลงทุนภาคอุตสาหกรรม สร้างการแข่งขันที่โปร่งใส และสนับสนุนเป้าหมายการลดความเป็นกลางทางคาร์บอนของประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม

นายเอกนัฏ กล่าวด้วยว่า รัฐบาลได้มีการเปิดตัวโซลาร์ประชาชน มีการให้ส่วนลด-ตั้งเป้ารับซื้อคืน 10,000 เมกะวัตต์ เพื่อกระจายประโยชน์สู่ระดับครัวเรือน พร้อมกับให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และการไฟฟ้านครหลวงบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ และส่งเสริมให้ประชาชนทั่วไป ทำหน้าที่เสมือนเป็นโรงไฟฟ้าโซลาร์สะอาดแบบกระจายตัวไปทั่วประเทศ โดยจะมีการสนับสนุนส่วนลดค่าติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปสูงสุด 50,000 บาทต่อครัวเรือน

พร้อมกับปรับเพิ่มโควตารับซื้อไฟคืนจากเดิมจำกัดเพียง 100 เมกะวัตต์ เป็น 500 เมกะวัตต์ และตั้งเป้าโควตารับซื้อสำหรับโซลาร์ประชาชนสูงถึง 10,000 เมกะวัตต์ และปรับอายุสัญญารับซื้อจากเดิม 5 ปี เพิ่มเป็น 20 ปี ให้สอดคล้องกับอายุใช้งานแผงโซลาร์เซลล์ พร้อมกำหนดอัตรารับซื้อคืนที่ 2.20 บาทต่อหน่วย เพื่อนำไปหักลบค่าไฟฟ้าในรอบบิลถัดไป

ทั้งนี้ นายเอกนัฏ ย้ำถึงความพร้อมของประเทศไทยในการปฏิรูปผ่านปรับปรุงกฎระเบียบให้มีความเป็นธรรม ยืดหยุ่น สร้างบรรยากาศการแข่งขันเสรี และให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม ยิ่งมีแต้มต่อในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันได้สำหรับภาคอุตสาหกรรมที่กำลังขยายตัว

นายเอกนัฏ กล่าวว่า พลังงานสะอาดเป็นหัวใจสูบฉีดหล่อเลี้ยงอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยเฉพาะเทคโนโลยีดิจิทัลและเศรษฐกิจ AI เพื่อดึงดูดการลงทุนและสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจกลับคืนสู่ประชาชน

ทั้งนี้ นายเอกนัฏ ยืนยันว่า เราจะเดินหน้าการใช้พลังงานสะอาด สร้างความมั่นคงให้ระบบไฟฟ้าและภาคธุรกิจ นำพาประเทศไปสู่เป้าหมาย Net Zero และสำคัญที่สุด ต้องไม่เพิ่มต้นทุนการใช้ชีวิตและราคาพลังงานสามารถแข่งขันได้

โดย ฐานิสร์ ทองนอก/รัชดา คงขุนเทียน


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ