ผู้ว่าฯ ธปท. กาง 3 แผนงานหลักปี 70 เดินหน้าแก้หนี้ครัวเรือน-ช่วย SMEs เข้าถึงสินเชื่อ-กำกับดูแล Non bank

ข่าวหุ้น-การเงิน Thursday October 29, 2026 17:47 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงแผนงานสำคัญสำหรับปี 2570 ว่า ธปท. จะให้ความสำคัญมากขึ้นใน 3 เรื่อง ได้แก่ 1.การแก้หนี้ครัวเรือน 2. การเข้าถึงสินเชื่อ SMEs ได้แก่ SMEs Credit Portal กลไกค้ำประกันสินเชื่อใหม่ และ Alternative Data Exchange รวมถึงการเพิ่มการแข่งขัน และ 3. การกำกับดูแล Non-bank ทุกประเภท ทั้งกลุ่มที่ปล่อยสินเชื่อ (Non-bank Lending) กลุ่มบริการชำระเงิน (Payment) และกลุ่มที่ดำเนินการเกี่ยวกับอัตราแลกเปลี่ยน (อาทิ Money Changer/Money Transfer) และกลุ่มอื่น ๆ (บริษัทบริหารสินทรัพย์ : AMC) เพื่อคุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงินให้ได้รับความเป็นธรรม เนื่องจาก Non-bank มีขนาดใหญ่ขึ้น รูปแบบการประกอบธุรกิจมีความซับซ้อนขึ้น และมูลค่าสินเชื่อเติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ส่วนการประเมินผลการทำงาน หรือการให้คะแนนตัวเองในรอบ 1 ปีที่ผ่านมานั้น นายวิทัย กล่าวว่า การจะได้รับคะแนนเท่าใดนั้นคงต้องให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องเป็นผู้ประเมินหรือให้คะแนน อย่างไรก็ดี เห็นว่าการทำงานในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา สามารถดำเนินงานได้ตามแนวนโยบายและวิสัยทัศน์ที่เคยประกาศไว้ตอนเข้ามารับตำแหน่งใหม่ ขณะเดียวกัน ก็ยังปรับให้การข้อมูลข่าวสารที่ออกไปจาก ธปท.มีความชัดเจนมากขึ้น และมีความเข้าใจได้ง่ายมากขึ้น


สำหรับการดำเนินงานในช่วง 1 ปีที่ได้เข้ามารับตำแหน่งผู้ว่าการ ธปท.นั้น นายวิทัย ระบุว่า จากบริบทและความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป ธปท. จึงได้ปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์การดำเนินงาน โดยเพิ่มความสำคัญกับการสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคซึ่งยังคงเป็นพันธกิจหลักของ ธปท. (core mandate) ผ่านการดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายและการออกมาตรการการเงินเฉพาะจุดเพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง


ด้านนโยบายการเงิน ในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา ได้ลดดอกเบี้ยนโยบาย 2 ครั้ง จาก 1.50% เหลือ 1.00% รวมถึงเข้าไปบริหารจัดการอัตราแลกเปลี่ยนในเชิงรุกเพื่อลดความผันผวน นอกจากนี้ ได้เข้าไปแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างผ่านการกำกับสถาบันการเงิน ใน 4 เรื่องสำคัญ ได้แก่ หนี้ครัวเรือน, การเข้าถึงสินเชื่อของ SMEs, ความเป็นธรรมในการใช้บริการทางการเงิน รวมถึงการป้องกันเงินเทาและการทุจริต ผ่านการออก 18 มาตรการ โดยมีตัวอย่างสำคัญ ดังนี้

  1. แก้หนี้ครัวเรือน เช่น โครงการ ปิดหนี้ไว ไปต่อได้ ร่วมกับ บริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (SAM) เพื่อช่วยลูกหนี้รายย่อยที่เป็น NPL ไปแล้วกว่า 182,000 บัญชี จากเป้าหมาย 200,000 บัญชี ในปีนี้ และการคงอัตราผ่อนชำระขั้นต่ำ (Minimum Payment) ของบัตรเครดิตที่ 8% ซึ่งช่วยคงสภาพคล่องให้ลูกหนี้ประมาณ 2,000,000 บัญชี
  2. การเข้าถึงสินเชื่อของ SMEs เช่น โครงการ SMEs Credit Boost ซึ่งเป็นกลไกค้ำประกันความเสี่ยงด้านเครดิต มียอดปล่อยสินเชื่อไปแล้วกว่า 80,000 ล้านบาท บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ และโครงการ SMEs Secure Plus เพื่อเสริมสภาพคล่องให้ SMEs โดยผ่อนปรนให้สถาบันการเงินพิจารณาหลักประกันอื่น ๆ ร่วมกับกระแสเงินสด
  3. Fairness การใช้บริการทางการเงิน เช่น ลดค่าธรรมเนียมบริการทางการเงิน 19 รายการ ครอบคลุมบัญชีเงินฝาก บัตรอิเล็กทรอนิกส์ ธุรกรรมการชำระเงิน และสินเชื่อ SMEs ซึ่งช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายลูกค้ารายย่อยและ SMEs ได้ถึง 8,000 ล้านบาทต่อปี
  4. เงินเทา/คอร์รัปชัน (ผ่านระบบการเงิน) เช่น การกำกับธุรกรรมเงินสดตั้งแต่ 5 ล้านบาท ขึ้นไป ซึ่งพบว่าหลังออกมาตรการ มูลค่าการถอนเงินสดลดลงกว่า 57% เมื่อเทียบกับเดือนมกราคม 2569 การกำหนดให้ร้านทองต้องรายงานข้อมูลเมื่อมีการถอนทองคำ (Physical Gold) ตั้งแต่ 2 กิโลกรัมต่อวัน ส่งผลให้ธุรกรรมดังกล่าวลดลงกว่า 85% เมื่อเทียบกับเดือนมกราคม 2569
    ตลอดจนได้จัดทำ Framework for Safeguarding the Financial Sector from Illicit Activities และผลักดัน Bangkok Blueprint ร่วมกับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) ในงานประชุม IMFWorld Bank Annual Meetings 2026 ที่ผ่านมา
    ขณะเดียวกัน ธปท. อยู่ระหว่างเตรียมออกประกาศ และเปิดรับฟังความคิดเห็นอีก 5 มาตรการ ซึ่งคาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ตั้งแต่ช่วงเดือนพฤศจิกายน 2569 ถึงเดือนมีนาคม 2570 ได้แก่
  • การกำกับการซื้อขายทองคำด้วยเงินสดเกิน 10 ล้านบาท
  • การกำกับธุรกิจ Buy Now Pay Later (BNPL) หรือซื้อก่อนจ่ายทีหลัง
  • การลดค่าตรวจเครดิตบูโร
  • การกำกับ THB Stable coin
  • การยกระดับธุรกิจ Money Changer

โดยในส่วนของธุรกิจ BNPL นั้น ผู้ว่าฯ ธปท. กล่าวว่า ธุรกิจให้บริการสินเชื่อซื้อก่อนผ่อนทีหลัง เป็นสินเชื่อส่วนบุคคลเพื่อซื้อสินค้าและบริการผ่านดิจิทัล แพลตฟอร์ม ซึ่งมีการเติบโตรวดเร็วอย่างมีนัยสำคัญ จำนวนบัญชีโตเฉลี่ยถึง 90% ต่อปี ในขณะที่มูลค่าสินเชื่อ โตเฉลี่ย 88% ต่อปี ซึ่งจำเป็นต้องมีการเข้ามากำกับดูแลธุรกิจนี้ โดยมีการจัดทำหลักเกณฑ์การประกอบธุรกิจ และ กำหนดให้เป็นธุรกิจที่ต้องมายื่นขอใบอนุญาตใหม่ ซึ่งเบื้องต้นคาดว่าจะมีผู้มายื่นขอใบอนุญาตราว 7 ราย

โดย กษมาพร กิตติสัมพันธ์/รัชดา คงขุนเทียน


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ