ศูนย์วิจัยกรุงไทย (Krungthai COMPASS) ระบุว่า ตามที่สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) ได้มีการปรับปรุงดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรม (MPI) เบื้องต้นในเดือน ก.ย. 69 โดยเพิ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ 3 รายการ รวมถึงเพิ่มกลุ่มตัวอย่างโรงงานใหม่ ครอบคลุมข้อมูลในกลุ่มวงจรรวม (IC) และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์นั้น ส่งผลให้การเพิ่มความครอบคลุมของข้อมูล MPI พลิกภาพการผลิตช่วง 7 เดือนแรกของปี 69 จากหดตัว 0.1% เป็นเติบโต 3.9% ลดความแตกต่างระหว่างการเติบโตของการส่งออกกับภาคการผลิตลงโดยเฉพาะกลุ่มคอมพิวเตอร์ และอิเล็กทรอนิกส์ ขณะเดียวกัน อย่างไรก็ดี MPI ที่ปรับปรุงแล้วยิ่งสะท้อนภาพ K-Shaped ในภาคการผลิตมากขึ้น
ซึ่ง MPI ใหม่นี้ อาจนำไปสู่การทบทวนการคำนวณ GDP เนื่องจากดัชนี MPI เป็นหนึ่งในเครื่องชี้ในการประเมิน GDP สาขาการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม ซึ่งมีสัดส่วนราว 25% ของ GDP ไทย อย่างไรก็ตาม ผลของการปรับขึ้นของดัชนี MPI อาจไม่ได้ส่งผ่านไปยัง GDP ในสัดส่วนเดียวกัน เนื่องจาก GDP สะท้อนมูลค่าเพิ่มที่เกิดขึ้นภายในประเทศ (Domestic Value Added) ขณะที่การผลิตสินค้าในบางอุตสาหกรรม มีการพึ่งพาชิ้นส่วนและวัตถุดิบนำเข้าจากต่างประเทศ (Import Content) ในระดับสูงส่งผลให้การปรับขึ้นของผลผลิตสินค้าอุตสาหกรรม อาจสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจไทยได้อย่างจำกัด
คาด GDP ปีนี้ขยับขึ้นอีก 0.3% เป็น 2.6% จากผลของการปรับดัชนี MPI
Krungthai COMPASS ประเมินเศรษฐกิจไทยปี 69 มีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้นจากประมาณการเดิมที่ 2.3% โดยการปรับปรุงดัชนี MPI ครั้งนี้อาจส่งผลให้ GDP ปรับสูงขึ้นราว 0.3% และมีโอกาสแตะ 2.6% โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักมาจากการเพิ่มความครอบคลุมของข้อมูลการผลิตในกลุ่มคอมพิวเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่ Goldman Sachs มองว่าการปรับปรุงดัชนี MPI ครั้งนี้อาจทำให้ GDP ในครึ่งแรกของปี 69 ปรับเพิ่มขึ้นราว 0.5%
แม้การปรับปรุง MPI จะช่วยลดช่องว่างระหว่างการส่งออกกับภาคการผลิต แต่ช่องว่างดังกล่าว ยังสูงในหลายอุตสาหกรรม โดยในช่วง 8 เดือนแรกของปี 69 พบว่า 13 จาก 14 กลุ่มอุตสาหกรรมที่นำมาวิเคราะห์ (ครอบคลุมน้ำหนักรวม 95.7% ของดัชนี MPI) มีการส่งออกขยายตัวสูงกว่าดัชนี MPI
กลุ่มคอมพิวเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของการปรับเพิ่ม MPI มี Import Content สูงที่สุดที่ 59.8% ในอุตสาหกรรมอื่น ๆ แม้จะมีการปรับปรุงข้อมูลแล้ว แต่ยังพึ่งพา Import Content สูง หลายอุตสาหกรรมมี Import Content ราว 40-50% ของมูลค่าส่งออก ทำให้การส่งออกที่เติบโตสร้างมูลค่าเพิ่ม และผลผลิตในประเทศได้จำกัด จึงยังเป็นประเด็นที่ต้องพัฒนาต่อ โดยเฉพาะการเพิ่ม Local Content ผ่านการเชื่อมโยงผู้ผลิตชิ้นส่วนและวัตถุดิบในประเทศ
อุตสาหกรรมที่ทำให้ MPI ปรับเพิ่มขึ้น ยังสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศได้จำกัด
การปรับดีขึ้นของ MPI กระจุกตัวในกลุ่มคอมพิวเตอร์ และอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมีสัดส่วนค่าตอบแทนแรงงานต่อมูลค่าส่งออกเพียง 10.1% ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 16% จึงอาจส่งผ่านผลประโยชน์จากการผลิตและการส่งออกที่เพิ่มขึ้นไปสู่รายได้แรงงานได้จำกัด เมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมที่มีสัดส่วนดังกล่าวสูงกว่า
ขณะเดียวกัน จากข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ในภาพรวมชี้ว่า ความต้องการแรงงานต่อมูลค่าออกบัตรส่งเสริมการลงทุน ลดลงจาก 0.56 คนต่อเงินลงทุน 1 ล้านบาทในปี 2565 เหลือ 0.29 คนในปี 2568 และ 0.21 คนในครึ่งแรกของปี 2569 สะท้อนว่าการลงทุนระยะหลัง ต้องการแรงงานต่อหน่วยเงินลงทุนน้อยลง
นอกจากนี้ ธุรกิจผู้ได้ประโยชน์ส่วนใหญ่เป็นบริษัทต่างชาติ โดยคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) พบว่า K ขาขึ้นส่วนใหญ่เป็นบริษัทจีน สหรัฐฯ สิงคโปร์ สอดคล้องกับงานศึกษาของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ชี้ว่าผู้ส่งออกสินค้า AI-related ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจต่างชาติที่มีการกระจุกตัวสูง เพียง 1% กินส่วนแบ่ง 82% ของมูลค่าส่งออกทั้งหมด
ดัชนี MPI ที่ปรับปรุงแล้ว ยิ่งสะท้อนภาพ K-Shaped ในภาคการผลิตมากขึ้น
Krungthai Compass ระบุว่า GDP ปี 69 มีโอกาสปรับขึ้น 0.3% เป็น 2.6% จากประมาณการ GDP เดิมที่ 2.3% เมื่อสินค้าใหม่และกลุ่มตัวอย่างโรงงานที่ครอบคลุมมากขึ้น ช่วยให้ข้อมูลภาคการผลิตสะท้อนโครงสร้างเศรษฐกิจปัจจุบันได้ใกล้เคียงความจริงยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม ผลต่อ GDP อาจไม่เท่ากับการปรับขึ้นของ MPI เนื่องจากการผลิตบางส่วนพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้า
นอกจากนี้ การปรับ MPI ทำให้ภาพ K-shape ชัดขึ้น เพราะการเติบโตที่เพิ่มขึ้นกระจุกตัวในกลุ่มคอมพิวเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์เป็นหลัก ขณะที่อุตสาหกรรมส่วนใหญ่ยังไม่ฟื้นตัวชัดเจน ภาคการผลิตจึงแยกเป็นสองขั้วมากขึ้น และการส่งออกที่เติบโตสูงยังไม่ส่งผ่านไปยังทุกอุตสาหกรรม
ดังนั้น กลุ่มที่ขับเคลื่อนการเติบโตพึ่งพาชิ้นส่วนนำเข้าสูง และสร้างรายได้แรงงานต่อมูลค่าส่งออกต่ำ จึงต้องพัฒนา supplier ไทยให้เชื่อมกับห่วงโซ่อุตสาหกรรมใหม่ ควบคู่กับยกระดับผลิตภาพ และทักษะแรงงานในอุตสาหกรรมเดิมที่ยังอ่อนแอ เพื่อให้ปรับตัวและเข้าถึงโอกาสใหม่ได้
โดย กษมาพร กิตติสัมพันธ์