ในช่วงโค้งสุดท้าย ขณะที่เหลืออีกเพียง 4 วันก็จะถึงการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐที่จะมีขึ้นในวันอังคารที่ 3 พฤศจิกายน พรรครีพับลิกันกำลังใช้ความพยายามรักษาเสียงข้างมากทั้งในวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร แม้มีการคาดการณ์ว่า พรรคเดโมแครตมีโอกาสมากกว่าพรรครีพับลิกันในการครองเสียงข้างมากในทั้งสองสภา
ผลการสำรวจพบว่า ชาวอเมริกันส่วนใหญ่ไม่พอใจต่อการบริหารเศรษฐกิจของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งทำให้ราคาน้ำมันและค่าครองชีพพุ่งขึ้นจากการที่สหรัฐทำสงครามกับอิหร่าน
ทั้งนี้ Kalshi ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มเดิมพันออนไลน์ คาดการณ์ว่า พรรคเดโมแครตมีโอกาส 68% ที่จะชนะการเลือกตั้ง และครองเสียงข้างมากทั้งในวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร โดยโอกาสดังกล่าวค่อนข้างทรงตัวตั้งแต่ต้นเดือนตุลาคม
ขณะเดียวกัน พรรครีพับลิกันมีโอกาสเพียง 6% ที่จะชนะการเลือกตั้ง และครองเสียงข้างมากในทั้งสองสภา
Kalshi ให้โอกาส 27% ที่พรรคเดโมแครตจะครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร ขณะที่พรรครีพับลิกันยังคงรักษาเสียงข้างมากในวุฒิสภา
นอกจากนี้ Kalshi ให้โอกาส 1% ที่พรรคเดโมแครตจะครองเสียงข้างมากในวุฒิสภา ขณะที่พรรครีพับลิกันยังคงรักษาเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร
ส่วนแพลตฟอร์ม Polymarket ประเมินว่า พรรคเดโมแครตมีโอกาส 65% ที่จะกวาดชัยชนะและครองเสียงข้างมากในทั้งสองสภา
ด้านนักลงทุนในตลาดหุ้นวอลล์สตรีทต่างคาดการณ์ว่าจะเกิดปรากฏการณ์ คลื่นสีน้ำเงิน (Blue Wave) ในการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐที่จะมีขึ้นในสัปดาห์หน้า เนื่องจากพรรคเดโมแครตกำลังมีคะแนนนิยมเพิ่มสูงขึ้นอย่างมากในการสำรวจความคิดเห็น ขณะที่คะแนนความนิยมของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังคงอยู่ในระดับต่ำ
ทั้งนี้ พรรคเดโมแครตใช้สีน้ำเงินเป็นสีประจำพรรค ส่วนพรรครีพับลิกันใช้สีแดง นอกจากนี้ พรรคเดโมแครตใช้ลาเป็นสัญลักษณ์ประจำพรรค ขณะที่พรรครีพับลิกันใช้ช้างเป็นสัญลักษณ์
ในการเลือกตั้งกลางเทอมในวันอังคารที่ 3 พฤศจิกายน สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐจะมีการชิงชัยครบทั้ง 435 ที่นั่ง ขณะที่วุฒิสภาจะมีการเลือกตั้ง 35 ที่นั่ง จากทั้งหมด 100 ที่นั่ง
พรรคเดโมแครตจำเป็นต้องได้ที่นั่งเพิ่มขึ้นสุทธิอย่างน้อย 4 ที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร จากปัจจุบัน 214 เป็น 218 ที่นั่ง เพื่อครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนฯ ที่มีทั้งหมด 435 ที่นั่ง
ส่วนในวุฒิสภา พรรคเดโมแครตจำเป็นต้องได้ที่นั่งเพิ่มขึ้นสุทธิอย่างน้อย 4 ที่นั่งเช่นกัน เพื่อให้พรรคเดโมแครตและพันธมิตร ซึ่งขณะนี้ครอง 47 ที่นั่ง มีที่นั่งเพิ่มขึ้นเป็น 51 ที่นั่ง เพื่อครองเสียงข้างมากในวุฒิสภาที่มีทั้งหมด 100 ที่นั่ง
หากพรรคเดโมแครตสามารถครองเสียงข้างมากทั้งในวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎรจากการเลือกตั้งกลางเทอมครั้งนี้ จะส่งผลกระทบอย่างมากต่อการดำเนินนโยบายของปธน.ทรัมป์ในช่วง 2 ปีที่เหลือของการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี
ผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนบ่งชี้ว่า พรรคเดโมแครตมีแนวโน้มที่จะครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร ขณะที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เชื่อว่า พรรคเดโมแครตมีโอกาสครองเสียงข้างมากในวุฒิสภาเช่นกัน โดยการเลือกตั้งในวันอังคารที่ 3 พฤศจิกายนจะเป็นปัจจัยตัดสินว่าพรรคใดจะได้ควบคุมทั้งสองสภาในสภาคองเกรสสหรัฐตลอดระยะเวลา 2 ปีที่เหลือของการดำรงตำแหน่งของปธน.ทรัมป์ หลังจากที่พรรครีพับลิกันสามารถควบคุมทั้งสองสภาในช่วง 2 ปีแรก
การที่สภาผู้แทนราษฎรตกอยู่ภายใต้การควบคุมของพรรคเดโมแครตถือเป็นสมมติฐานหลักที่ได้รับความเห็นพ้องกันอย่างชัดเจน วูล์ฟ รีเสิร์ชระบุในรายงานวันที่ 27 ตุลาคม โดยบริษัทได้สำรวจความคิดเห็นนักลงทุนจำนวน 138 ราย และพบว่า 96% ของผู้ตอบแบบสำรวจเชื่อว่า พรรคเดโมแครตจะได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
รายงานระบุว่า ความคลาดเคลื่อนของผลสำรวจความคิดเห็นที่จะต้องเกิดขึ้นเพื่อให้พรรครีพับลิกันยังคงรักษาอำนาจควบคุมสภาผู้แทนราษฎรไว้ได้นั้น จะต้องมีขนาดใหญ่ในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์การเมืองยุคใหม่ และสูงกว่าความคลาดเคลื่อนของผลสำรวจในการเลือกตั้งปี 2020 ซึ่งขึ้นชื่อว่ามีความผิดพลาดอย่างมากเสียอีก
นอกจากนี้ วูล์ฟเปิดเผยว่า นักลงทุน 58% ที่บริษัทสำรวจเชื่อว่า พรรคเดโมแครตจะครองเสียงข้างมากในวุฒิสภา ขณะที่ 42% เชื่อว่าพรรครีพับลิกันจะยังคงรักษาอำนาจควบคุมวุฒิสภา
นักวิเคราะห์จากสถาบันอื่น ๆ ก็เริ่มมีความเห็นสอดคล้องกันมากขึ้นว่า การเลือกตั้งครั้งนี้อาจเป็นค่ำคืนแห่งชัยชนะครั้งสำคัญของพรรคเดโมแครต
สถานการณ์ที่พรรคเดโมแครตจะได้รับชัยชนะอย่างท่วมท้น หรือปรากฏการณ์คลื่นสีน้ำเงิน ได้กลายมาเป็นสมมติฐานหลักของเราแล้ว รายงานของทีดี ซีเคียวริตีส์ ลงวันที่ 20 ตุลาคม ระบุ ขณะที่รายงานของเรย์มอนด์ เจมส์ ลงวันที่ 23 ตุลาคม ระบุว่า พรรคเดโมแครตอยู่ในสถานะที่แข็งแกร่งในการคว้าเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นที่จะเพิ่มจำนวนที่นั่งมากเพียงพอสำหรับการครองเสียงข้างมากในวุฒิสภา
ทีดีคาดการณ์ว่า หากพรรคเดโมแครตสามารถควบคุมวุฒิสภาได้ ก็อาจช่วยบรรเทาความกังวลเกี่ยวกับความเป็นอิสระของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จากอิทธิพลของปธน.ทรัมป์ เนื่องจากการแต่งตั้งกรรมการเฟดคนใหม่จำเป็นต้องได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภา
นอกจากนี้ ยังมีการคาดการณ์ว่า หากพรรคเดโมแครตสามารถเข้าควบคุมสภาใดสภาหนึ่งได้ พรรคจะดำเนินการสอบสวนบริษัทต่าง ๆ ที่เคยทำธุรกิจกับรัฐบาลทรัมป์ เนื่องจากพรรคที่ครองเสียงข้างมากในรัฐสภามีอำนาจออกหมายเรียกบุคคลหรือเอกสารผ่านคณะกรรมาธิการต่าง ๆ โดยสมาชิกพรรคเดโมแครตบางส่วนได้ส่งสัญญาณถึงประเด็นสำคัญที่ต้องการสอบสวนไว้แล้วก่อนการเลือกตั้ง
อย่างไรก็ดี แม้ว่าพรรคเดโมแครตจะสามารถกวาดชัยชนะและครองเสียงข้างมากได้ทั้งวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร แต่ความขัดแย้งทางการเมืองที่ยืดเยื้อก็ยังอาจเกิดขึ้นได้ เนื่องจากพรรครีพับลิกันยังคงควบคุมทำเนียบขาว โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังคงมีอำนาจยับยั้งร่างกฎหมายที่ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา ดังนั้น หากเกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรงระหว่างรัฐสภาและทำเนียบขาว สหรัฐอาจเผชิญภาวะชะงักงันทางการเมือง ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคต่อการผลักดันกฎหมายและนโยบายเศรษฐกิจที่สำคัญ โดยเฉพาะการจัดสรรงบประมาณและการเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะ
โดย ก้องเกียรติ กอวีรกิติ